Bookmark and Share
 
จองโรงแรมออนไลน์
  
 
จองผ่าน Octopus
 
จองผ่าน GTA-Travel
 
จองผ่าน Agoda.Co.th
 
จองโรงแรมในประเทศไทย
จองโฮสเทล Hostel
ขั้นตอนการโพสต์รูป
จองตั๋วเครื่องบิน
 
จองตั๋วเครื่องบินด้วยตัวเอง
ตรวจสอบการจองตั๋ว
ประกันการเดินทาง
IAG ออนไลน์ (NZI)
กรุงเทพประกันภัย
ทิพยประกันภัย
Chartis
Mondial Assistance
ACE Insurance
บูพา ประกันสุขภาพ
เมนูโซน
 
รับทำผ้าบาติก
วีซ่าแคนาดา
ตั๋วรถไฟในยุโรป
ข้อมูลยอดเขา จุงฟราว
เรือสำราญ รอยัล แคริบเบียน
ขั้นตอนการส่งภาพเข้าประกวด
ประเภทของ ตั๋วรถไฟในยุโรป
การขอวีซ่าประเทศต่างๆ
7 สิ่งมหัศจรรย์
วันสงกรานต์
วีซ่า อังกฤษ
วีซ่า อเมริกา
วันวาเลนไทน์
วันพ่อแห่งชาติ
พรบ คอมพิวเตอร์
การบินไทย
อัตราแลกเปลี่ยน
บัตรโทรศัพท์ iSIM
บัตรโทรศัพท์ iTalk
ออกแบบเวบท่องเที่ยว
สถานทูตไทยในต่างประเทศ
VZ Agencies Pluz
Wall Paper
ททท
องค์การส่งเสริมท่องเที่ยว

 ทวีปเอเซีย
 ทวีปออสเตรเลีย
 ทวีปยุโรป
 ทวีปแอฟริกา
 การขอวีซ่า ประเทศแถบแอฟริกา
 ทวีปอเมริกาใต้
 ข้อมูลท่องเที่ยว
 สถานที่ท่องเที่ยว
 บริษัทท่องเที่ยว
 ภาพถ่ายในต่างแดน
 ประกันการเดินทาง
 โหวตสายการบิน
 โหวตบริษัทท่องเที่ยว
อ่านบทสัมภาษณ์คุณ ริน
อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ จิ๋น
อ่านบทสัมภาษณ์ คุณ Ham&Cheese
อ่านบทสัมภาษณ์ คุณ ติ๊ก
 My Vienna
(คุณ ริน)
 ออสเตรีย เยอรมัน
(คุณแนท)
 สวิตเซอร์แลนด์
(คุณ Sak)
 ย่ำเกาหลี 7 วัน
(คุณสิงหา)
 Europe Romance
(คุณ จิ-นดา)
ผ้าบาติกสินค้าฝีมือคนไทย
รับซ่อมเครื่องหนัง
ความคิดเห็นของผู้ชมเวบ
ภาพสถานที่ท่องเที่ยว




ร้านอาหารไทยในบอสตัน

 






มาเลเซีย
มาเลเซีย
"คลิ๊กที่เดียว เที่ยวทั่วโลก"

ในหน้านี้จะรวมทุกอย่าง เกี่ยวกับประเทศ มาเลเซีย เชิญชมครับ

แนะนำประเทศ มาเลเซีย

Malaysia
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร ประกอบด้วยดินแดน 2 ส่วนคือ
- มาเลเซียตะวันตก ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู ประกอบด้วย11 รัฐ คือ ปาหัง สลังงอร์ เนกรีเซมบิลัน
มะละกา ยะโฮร์ เประ กลันตัน ตรังกานู ปีนัง เกดะห์ และปะลิส - มาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะกะลิมันตัน (บอร์เนียว) ในทะเลจีนใต้ และมีทิศใต้ติดกับอินโดนีเซีย ประกอบด้วย 2 รัฐ คือ ซาบาห์ และซาราวัก โดยมีบรูไนดารุสซาลามอยู่คั่นกลางระหว่างรัฐทั้งสอง นอกจากนี้ยังมีเขตสหพันธ์รัฐ อีก 3 เขต คือ

กรุงกัวลาลัมเปอร์ เกาะลาบวน และเมืองปุตราจายาซึ่งเป็นเมืองราชการ

รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (สมเด็จพระราชาธิบดี ตนกู ไซด์ ซีราจุดดิน อิบนิ อัลมาร์ฮุม ตนกู ไซด์ ปุตรา จูมาลูลลาอิล สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซีย พระองค์ที่ 12)

หัวหน้ารัฐบาล ดาโต๊ะซรี อับดุลลาห์ บิน ฮัจญี อาหมัด บาดาวี

วันชาติ 31 สิงหาคม (พ.ศ. 2500)

พื้นที่ 128,430 ตารางไมล์ (329,758 ตารางกิโลเมตร)

เมืองหลวง กรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur)

ประชากร 24.66 ล้านคน (2545)

ภูมิอากาศ ร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส ตลอดปี

ภาษา มาเลย์ (ภาษาราชการ) อังกฤษ จีน ทมิฬ

ศาสนา อิสลาม (ศาสนาประจำชาติ ร้อยละ 60.4) พุทธ (ร้อยละ 19.2) คริสต์ (ร้อยละ 11.6) ฮินดู (ร้อยละ 6.3) อื่น ๆ (ร้อยละ 5)

หน่วยเงินตรา ริงกิตมาเลเซีย (3.8 ริงกิต เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี 3,516 ดอลลาร์สหรัฐ (2545)

GDP 52.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2545)

GDP Growth 4.2% (2545)

การค้าระหว่างประเทศ 173.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2545)

ตลาดส่งออกที่สำคัญ ปี 2545 สหรัฐอเมริกา (20.17%) สิงคโปร์ (17.11%) ญี่ปุ่น (11.22%) ฮ่องกง (5.69%) จีน (5.63%) ไทย (4.26%)ไต้หวัน (3.73%) เนเธอร์แลนด์ (3.71%) เกาหลีใต้ (3.34%) สหราชอาณาจักร (2.36%) อื่นๆ (22.78%)

ตลาดนำเข้าที่สำคัญปี 2545 ญี่ปุ่น (17.76%) สหรัฐฯ (16.38%) สิงคโปร์ (11.97%) จีน (7.73%) ไต้หวัน (5.56%) เกาหลีใต้ (5.30%) ไทย (3.96%) เยอรมนี (3.68%) ฟิลิปปินส์ (3.25%) อินโดนีเซีย (3.19%) อื่นๆ (21.22%)

การลงทุนจากต่างประเทศ ปี 2545 อันดับ 1 เยอรมัน (1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) อันดับ 2 สหรัฐฯ (693 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) อันดับ 3 สิงคโปร์ (233 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 34.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2545)

ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในอาเซียน อันดับสองรองจากสิงคโปร์
สินค้าส่งออก อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าด้านการพลังงาน คือ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

พรรคการเมือง พรรค UMNO (United Malays National Orginisation) เป็นพรรคการเมืองหลักที่เป็นแกนนำกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติ (Barisan Nasional) ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองสำคัญ ได้แก่ MCA (Malaysian Chinese Association), MIC (Malaysian Indian Congress), Gerakan, PPBB (Parti Pesaka Bumiputera Bersatu), SNP (Sarawak National Party)
- สำหรับพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญ คือ พรรค PAS (Pertubuhan Angkatan Sabilullah) พรรค DAP (Democratic Action Party)

ระบอบการปกครอง
(1) ระบอบเสรีประชาธิปไตย โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดี (Yang-di Pertuan
Agong) เป็นประมุข ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากเจ้าผู้ปกครองรัฐใน 9 รัฐ (ยะโฮร์ ตรังกานู ปาหัง สลังงอร์ เกดะห์ กลันตัน เนกรีเซมบิลัน เประ และปะลิส และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นดำรงตำแหน่ง วาระ 5 ปี
(2) รูปแบบการปกครองเป็นแบบสหพันธรัฐ จำนวน 13 รัฐ มีรัฐบาลกลางแห่งสหพันธ์และรัฐบาลแห่งรัฐทำหน้าที่ด้านการบริหารระดับท้องถิ่น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลสหพันธรัฐและมุขมนตรีแห่งรัฐ (Menteri Besar ในกรณีที่มี เจ้าผู้ปกครองรัฐ หรือ Chief Minister ในกรณีรัฐที่เหลือ) เป็นหัวหน้ารัฐบาลท้องถิ่น
(3) นอกจากนี้ ยังมีเขตการปกครองภายใต้สหพันธรัฐ (รัฐบาลกลางอีก 3 เขต คือ
กรุงกัวลาลัมเปอร์ (เมืองหลวง) เมืองปุตราจายา (เมืองราชการ) และเกาะลาบวน

สมาชิกอาเซียน ปฏิญญากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510

เอกอัครราชทูตไทยประจำมาเลเซีย นายชัยสิริ อนะมาน (เข้ารับหน้าที่เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2544)

เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำไทย ดาโต๊ะ ไซด์ โนรุลซามัน บิน ไซด์ กามารุลซามัน (เข้ารับหน้าที่เมื่อ 8 มกราคม 2545)

สถาปนาความสัมพันธ์ สถาปนาความสัมพันธ์ทางทูตระหว่างกันเมื่อ 31 สิงหาคม 2500


การเมืองการปกครอง
(1) การเมือง
พรรค UMNO มีแนวนโยบายบริหารประเทศเน้นชาตินิยมแต่ไม่รุนแรง สนับสนุนชาวมาเลย์ให้มีสิทธิในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แนวนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศหลัก ๆ สรุปได้ดังนี้

1. ดำเนินนโยบายอย่างเป็นอิสระไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะประเทศตะวันตก
2. พยายามเข้าไปมีบทบาทนำในอาเซียน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิม เพื่อเป็นพลังต่อรองกับประเทศตะวันตกในเวทีระหว่างประเทศ
3. พัฒนาการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยโดยไม่ยึดติดกับรูปแบบของประเทศตะวันตก มีแนวดำเนินการของตนเองและให้ความสำคัญต่อเรื่องความมั่นคงภายในประเทศเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ดี จากการที่ ดร.มหาธีร์ ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรเมื่อเดือนตุลาคม 2546 และดาโต๊ะซรี อับดุลลาห์ รองนายกรัฐมนตรีขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป นั้น นโยบายด้านการเมืองและการปกครองของรัฐบาลมาเลเซีย คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจาก ดร.มหาธีร์ยังคงต้องแสดงบทบาทในการเมืองมาเลเซียต่ออีกระยะหนึ่ง เพื่อป้องกันความแตกแยกภายในพรรค UMNO และสร้างความมั่นใจในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปในช่วงกลางปี 2547 และหากสามารถมั่นใจว่าดาโต๊ะซรีอับดุลลาห์ จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความมั่นคงแล้ว ดร.มหาธีร์ ก็อาจจะวางมือจากการเมืองอย่างถาวร และดาโต๊ะซรี อับดุลลาห์ น่าจะสามารถแสดงบทบาทนำในฐานะผู้นำมาเลเซียได้อย่างเต็มที่

พรรคฝ่ายค้านยังคงไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะท้าทายอำนาจ และเสถียรภาพของรัฐบาล การก้าวลงจากอำนาจของ ดร.มหาธีร์ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมของประชาชนต่อพรรค UMNO ในระดับหนึ่ง แต่พรรค UMNO ก็จะยังคงสามารถเป็นแกนนำของกลุ่ม BN ในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป ประเด็นที่จะบั่นทอนเสถียรภาพและความมั่นคงของพรรครัฐบาลและพรรค UMNO ที่สำคัญ ได้แก่ ความแตกแยกภายในพรรค UMNO เอง

(2) นโยบายความมั่นคงของมาเลเซีย มี 5 ประการ คือ

2.1 ดำเนินยุทธศาสตร์ทางการเมืองโดยยึดอาเซียนเป็นหลัก ในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ เพื่อให้มีการรับรองและปฏิบัติอย่างจริงจังที่จะให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออก/ตะวันตก เป็นดินแดนที่เป็นกลางและสันติสุข ทั้งนี้เพื่อให้มาเลเซียปลอดภัยจากการรุกรานจากภายนอก
2.2 แสวงหามิตรประเทศที่มีศักยภาพทางทหารอย่างเพียงพอที่จะป้องปรามการกระทำใด ๆ อันจะกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของมาเลเซียตลอดจนการเตรียมกองทัพ ให้ทันสมัยมีอานุภาพเพียงพอที่จะป้องกันประเทศในระยะต้นก่อนการช่วยเหลือจากมิตรประเทศ
2.3 ดำเนินการตอบโต้การคุกคามของโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) โดยใช้มาตรการเฉียบขาดรุนแรง พร้อมกับเสริมสร้างร่วมมือกับมิตรประเทศในการปราบปราม จคม.บริเวณชายแดน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการป้องกันปราบปรามการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศ (ปัจจุบันไม่มีภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์ในมาเลเซียแล้ว)
2.4 พัฒนากองทัพ โดยเฉพาะกองกำลังภาคพื้นดินให้เข้มแข็ง เน้นขีดความสามารถในการทำสงครามตามแบบ (Conventional) เพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก
2.5 ปรับปรุงกองกำลังทางเรือให้สามารถป้องกันการแทรกซึม และการยกพลขึ้นบกทางทะเล ตลอดจนปราบปรามการลักลอบค้าของหนีภาษี และการลักลอบทำประมงในน่านน้ำ

นอกจากนี้ จากการที่มาเลเซียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ และส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของไทยมาในอดีต โดยเพิ่งได้รับเอกราชเมื่อปี 2500 ประกอบกับในช่วงเริ่มก่อตั้งประเทศมาเลเซีย ประสบปัญหากระทบกระทั่งกับประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ในเรื่องเขตแดนทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ และบางกรณียังคงยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน ทำให้มาเลเซียมีความอ่อนไหวต่อเรื่องความมั่นคงภายในและในภูมิภาคเป็นอย่างมาก ทำให้ที่ผ่านมามาเลเซียดำเนินนโยบายด้านการเมือง และความมั่นคงที่มีลักษณะเข้มงวดขาดความยืดหยุ่น อย่างไรก็ดี หลังจากที่สถานการณ์โลกและภูมิภาคปรับเปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ และโลกไร้พรมแดน มาเลเซียได้ปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น จึงทำให้สถานะความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้น


เศรษฐกิจการค้า
นโยบายทางด้านเศรษฐกิจ
นโยบายเศรษฐกิจของมาเลเซียมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2563 (Vision 2020) ที่เน้นการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นอกจากนี้ มาเลเซียยังได้วางนโยบายเศรษฐกิจสืบต่อจาก Vision 2020 คือนโยบายวิสัยทัศน์แห่งชาติ (National Vision Policy: NVP) ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างมาเลเซียให้เป็น “ประเทศที่มีความยืดหยุ่นคงทนและมีความสามารถในการแข่งขัน (resilient and competitive nation)” โดยจะลดความสำคัญของการลงทุนที่ทำให้เกิดการเจริญเติบโตที่ไม่ยั่งยืนและไม่มีประสิทธิภาพลง และให้ความสำคัญต่อประเด็นใหม่คือ การเติบโตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสิทธิภาพการผลิตโดยรวม (total factor productivity) โดยจะเน้นการลงทุนที่มีการค้นคว้าและวิจัย (R&D) และเทคโนโลยีสูง ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรู้ (knowledge-based economy) กระตุ้นและเพิ่มพลวัตรของภาคการเกษตร การผลิต และการบริการโดยการใช้ความรู้และเทคโนโลยีวิทยาการ เพิ่มการมีส่วนร่วมของภูมิบุตร ในภาคเศรษฐกิจชั้นนำ และปรับให้มีการพัฒนาการทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับสังคมบนฐานความรู้ (knowledge-based society)

นอกจากนี้มาเลเซีย ยังมีนโยบายทางเศรษฐกิจดังต่อไปนี้
1. เปิดรับการค้า การลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากตะวันตก เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี ค.ศ. 2020 (vision 2020) ตามที่ ดร.มหาธีร์ ได้วางเป้าหมายไว้
2. ใช้นโยบายการเมืองนำเศรษฐกิจเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์และโอกาสทางการค้าแก่ประเทศ
3. ขยายการติดต่อด้านเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และยุโรป

ในช่วงที่ผ่านมามาเลเซียมีความสัมพันธ์ด้านการเมืองที่ไม่ราบรื่นนัก กับประเทศตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ เนื่องจากประเทศตะวันตกมองว่ารัฐบาลมาเลเซียมักใช้กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงภายใน (Internal Security Act - ISA) เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และละเมิดสิทธิมนุษยชน ในขณะเดียวกันมาเลเซียเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องภายในประเทศ และประเทศตะวันตกมักใช้ Double standard ในการดำเนินนโยบายกับประเทศต่าง ๆ ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ด้านการเงินและการคลังที่เกิดขึ้น
ในประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ ในปัจจุบัน เป็นผลจากการเปิดเสรีด้านการเงินและการคลัง ซึ่งประเทศตะวันตกผลักดันอย่างแข็งขัน อย่างไรก็ดี ในด้านเศรษฐกิจมาเลเซียมีการติดต่อการค้า การลงทุน การศึกษา ที่ใกล้ชิดกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษ ส่วนหนึ่งเนื่องจากความผูกพันในสมัยอาณานิคม ซึ่งส่งผลให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว

แม้ว่ารัฐบาลมาเลเซียจะประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และส่งผลให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดในปี 2545 ภายใต้ความสำเร็จดังกล่าวยังคงแฝงไว้ซึ่งอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของมาเลเซียโดยรวมได้ อาทิ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แม้ว่าในเบื้องต้นจะมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก แต่หากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ก็จะส่งผลกระทบอย่างมาก เช่นกันต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อาทิ โครงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ ซึ่งปัจจุบันใช้งานไม่ถึงครึ่งของขีดความสามารถ และยังไม่สามารถดึงดูดสายการบินหลัก ๆ ให้บินมาลงที่สนามบิน โครงการก่อสร้างเมืองราชการที่ปุตราจายา ซึ่งยังไม่สามารถดึงคนและภาคธุรกิจเข้าไปร่วมอย่างเต็มที่ โครงการ Cyberjaya ซึ่งไม่สามารถดึงดูดบริษัทชั้นนำของโลกให้เข้ามาลงทุนได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

นโยบายต่างประเทศ
เดิมนโยบายต่างประเทศของมาเลเซียมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การปกป้อง และส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และผลประโยชน์ที่สำคัญอื่น ๆ (other vital interests) แต่เมื่อดาโต๊ะซรี ดร.มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเมื่อปี 2524 นโยบายต่างประเทศมาเลเซียได้หันมาให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น โดยควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญแก่การปกป้องเชิงชาตินิยมอย่างเข้มแข็ง (strong and nationalistic defense) เพื่อรักษาสิทธิ
ผลประโยชน์ รวมทั้งให้การสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน (south-south cooperation)

ในช่วงที่ผ่านมามาเลเซียประสบความสำเร็จในเวทีการระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยสามารถสร้างบทบาทให้เป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำประเทศกำลังพัฒนา และจากการที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศมุสลิมสายกลาง ซึ่งมีแนวนโยบายสอดคล้องกับประเทศตะวันตกในเรื่องของการต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายต่าง ๆ ทำให้มาเลเซียสามารถแสดงบทบาทนำในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ได้ทั้งในกรอบของโลกมุสลิมและโลกตะวันตก


ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซีย

1. ความสัมพันธ์ทั่วๆไป

1.1 การเมือง
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียได้พัฒนาแน่นแฟ้นจนมีความใกล้ชิดกันในปัจจุบัน เนื่องจากทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ทางด้านความมั่นคงที่ต้องพึ่งพาระหว่างกัน มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งระดับพระราชวงศ์ชั้นสูงและรัฐบาล ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันเป็นอย่างมาก แต่ยังคงมีประเด็นปัญหาที่ทั้งสองประเทศต้องร่วมมือกันแก้ไข อาทิ การปักปันเขตแดนทางบก บุคคลสองสัญชาติ โจรก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้

1.2 นโยบายหรือเป้าหมายหลักของไทยต่อมาเลเซีย

1.2.1 ยกระดับจากการมี "ความสัมพันธ์อันดี" ให้พัฒนาเป็น "ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน" และสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งเพื่อสามารถมั่นใจว่าความสัมพันธ์ ระหว่างกันตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้เหตุใช้ผล เคารพซึ่งกันและกันในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี
1.2.2 แสวงและเพิ่มพูนโอกาส ตลอดจนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทย ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ตลอดจนหาประโยชน์จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจของมาเลเซีย มาเกื้อกูลสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทย รวมทั้งส่งเสริมให้ไทยและมาเลเซียเป็นที่พึ่งของกันและกันในยามที่แต่ละฝ่ายต้องเผชิญปัญหา โดยเฉพาะในสภาวะที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเผชิญกับปัญหาการถดถอยทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
1.2.3 สร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความเข้าในอันดีระหว่างประชาชนต่อประชาชน ปลูกฝังความเข้าใจไทยมากขึ้น รวมทั้งสร้างความตระหนักถึง "การมีชะตากรรมร่วมกัน" จากการเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน ซึ่งหมายความว่าเหตุการณ์ในประเทศหนึ่งย่อมจะส่งผลเกื้อหนุน หรือกระทบต่ออีกประเทศหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

1.3 การค้า
(1) มาเลเซียและไทยเป็นคู่ค้าอันดับสองของกันและกันในอาเซียนรองจากสิงคโปร์ ไทยเสียเปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด การนำเข้ามีมูลค่าเพิ่มทุกปี ในปี 2545 การค้ารวมมีมูลค่าประมาณ 6,454.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 2,835.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้า 3,618.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ไทยขาดดุลการค้า 782.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ในปี 2544 การค้ารวมระหว่างสองฝ่ายมีมูลค่า 5,800.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยขาดดุล 333.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
(2) สินค้าออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรพิมพ์ โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 8 มีส่วนแบ่งการตลาด 4%
(3) สินค้าเข้าที่สำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักร ไฟฟ้า แผงวงจรไฟฟ้า หลอดภาพโทรทัศน์ เคมีภัณฑ์ น้ำมันดิบ เครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรม ไม้ซุง ไม้แปรรูปและไม้อื่น ๆ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์โลหะ โดยไทยเป็นผู้นำเข้าอันดับ 6
(4) การค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย เป็นส่วนประกอบสำคัญของการค้ารวมระหว่างสองประเทศในปี 2545 มีมูลค่า 126,094.41 ล้านบาท (ประมาณร้อยละ 35 ของการค้ารวม) โดยไทยส่งสินค้าออกไปมาเลเซียผ่านด่านศุลกากรตามพรมแดนใน 5 จังหวัด ได้แก่ ยะลา นราธิวาส สตูล สงขลา และปัตตานี 83,607.26 ล้านดอลลาร์บาท และนำเข้า 41,120.11 ล้านบาท

1.4 การท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยมากเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น โดยในปี 2545 มีจำนวน 1,296,109 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.77 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2544 ขณะเดียวกันมาเลเซียก็เป็นประเทศที่ชาวไทยเดินทางไปเยือนมากเป็นอันดับ 1 โดยในปี 2545 มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปมาเลเซีย 740,570 คน เพิ่มขึ้น 17.96 % เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2544 (อนึ่ง ส่วนหนึ่งของผู้เดินทางชาวไทย
ได้แก่ผู้ที่พำนักอาศัยอยู่บริเวณชายแดน)

1.5 การลงทุน
จากสถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับอนุมัต ิให้การส่งเสริมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนปี 2545 ในแง่ของจำนวนโครงการ มาเลเซียเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 6 รองจาก ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ ในส่วนของมูลค่าการลงทุน มาเลเซียเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 9 รองจาก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และเยอรมัน

ในปี 2545 การลงทุนของมาเลเซียในไทยโดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านผลิตภัณฑ ์โลหะเครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่งมากเป็นอันดับ 1 แทนที่สาขาการเกษตรและผลิตผลทางการเกษตร โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 39.1 ของจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งหมดในปี 2545 รองลงมาได้แก่สาขาเกษตรและผลิตผลทางการเกษตร คิดเป็นร้อยละ 30.4 อย่างไรก็ดี ในแง่ของมูลค่าการลงทุน สาขาเกษตรและผลิตผลทางการเกษตรเป็นสาขาที่มีมูลค่าการลงทุนมากที่สุด แทนที่สาขาอุตสาหกรรมบริการ โดยคิดสัดส่วนร้อยละ 43.3 ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด รองลงมาได้แก่ สาขาผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง โดยคิดเป็นร้อยละ 42.5 ซึ่งเพิ่มขึ้นก่อนหน้าถึงประมาณ 3 เท่าตัว

1.6 สังคมและวัฒนธรรม
ไทยกับมาเลเซียมีความร่วมมือในระดับพื้นที่อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องของประชาชนในพื้นที่ ประชาชนทั้งสองฝ่ายมีการติดต่อไปมาหาสู่ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การศึกษา และการเยี่ยมเยียนในฐานะเครือญาติ มีโครงการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมระหว่างกันรวมทั้งการจัดตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในพื้นที่และส่งเสริมการติดต่อด้านการค้าและการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังอนุญาตให้คนสัญชาติของอีกฝ่ายใช้ใบผ่านแดน (border pass) ซึ่งออกให้โดยหน่วยปกครองในท้องถิ่นของแต่ละฝ่าย เดินทางผ่านด่านพรมแดนระหว่างกันได้ โดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง

1.7 แรงงาน
กระทรวงแรงงานฯ คาดว่ามีแรงงานไทยในมาเลเซียประมาณ 36,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตรและมีภูมิลำเนาอยู่ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสามารถใช้บัตรผ่านแดน (Border pass) เข้าไปทำงานตามชายแดน ในจำนวนนี้ประมาณ 10,000 คน เดินทางเข้าไปทำงานสวนปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไร่อ้อย โดยไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ แต่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานถูกต้องตามกฎหมายของมาเลเซีย ส่วนอีกประมาณ 10,000 คน ลักลอบทำงานในมาเลเซียโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายตามร้านอาหาร โรงงานขนาดเล็ก สวนผักผลไม้ งานก่อสร้าง

สำหรับแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมายมีประมาณ 6,500 คน ส่วนใหญ่แจ้งการเดินทางด้วยตนเอง และบริษัทจัดหางานจัดส่งไปทำงาน แรงงานไทยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ และเกษตรกรรม

แรงงานไทยยังคงเป็นที่นิยมในมาเลเซีย รัฐบาลรัฐและรัฐบาลกลางมาเลเซีย จึงมักผ่อนปรนให้แรงงานไทยเข้าไปทำงานในมาเลเซียได้ แม้จะโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากแรงงานไทยส่วนใหญ่ไม่ก่อปัญหาให้กับทางการมาเลเซีย เหมือนแรงงานอินโดนีเซียและบังกลาเทศ แต่จากการที่แรงงานไทยลักลอบเข้าไปทำงานในมาเลเซียอย่างไม่ถูกต้อง จึงมักถูกเอารัดเอาเปรียบเรื่องค่าจ้างและไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้

เมื่อกลางปี 2546 รัฐบาลมาเลเซียได้ปรับเปลี่ยนนโยบายแรงงานต่างชาติเพื่อแก้ไขปัญหาว่างงานในประเทศ รวมทั้งเพื่อลดการการพึ่งพาแรงงานต่างชาติลง แต่นโยบายดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยบริเวณชายแดนมากนัก เนื่องจากความต้องการแรงงานไทยยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม

2. ความตกลงสำคัญๆกับไทย
ทั้งสองฝ่ายได้จัดทำความตกลงในกรอบต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง เพื่อส่งเสริมและขยายความร่วมมือระหว่างกัน ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ และคมนาคม ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้จัดทำความตกลงในด้านต่าง ๆ เพิ่มเติม อาทิ ความตกลงทางการค้าทวิภาคี เมื่อ 6 ตุลาคม 2543 การจัดทำ Bilateral Payment Arrangement (BPA) หรือ Account Trade เมื่อ 27 กรกฎาคม 2544 ซึ่งขณะนี้ธนาคารกลางของมาเลเซีย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของไทยพร้อมที่จะดำเนินการอย่างสมบูรณ์ และระหว่างการเยือนเกาะลังกาวีของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ระหว่าง 27-28 กรกฎาคม 2546 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมศุลกากรทั้งสองฝ่าย เพื่ออำนวยความสะดวกด้านพิธีการในการเคลื่อนย้ายสินค้า และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ของทั้งสองฝ่ายอีกด้วย

นอกจากความร่วมมือระดับทวิภาคีแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังร่วมมือกันภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle : IMT-GT) และได้ตกลงที่จะร่วมมือกันในเรื่องเกี่ยวกับยางพารา ทั้งนี้ ทั้งสามประเทศได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือยางพารา เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2545 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะจัดตั้งบริษัทร่วมทุน 3 ประเทศ เพื่อดำเนินธุรกิจด้านการซื้อ-ขายยางพารา ซึ่งจะช่วยให้ราคายางพาราในตลาดโลกมีความ
ยุติธรรมต่อเกษตรกรผู้ผลิตโดยรวม

3. การเยือนของผู้นำระดับสูง
? สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งมาเลเซีย เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 27-30 มี.ค. 2543 ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
? สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยือนมาเลเซียเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2544
? นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 24-25 เมษายน 2544 และเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2544 เพื่อร่วมพิธีเปิด SEA GAMES
? รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8-9 มีนาคม 2544
? นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ (Official Visit) ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคม 2545
? การประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย - มาเลเซีย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2545 ที่จังหวัดสงขลา
? นายกรัฐมนตรีเยือนเกาะลังกาวี (Working Visit) ระหว่างวันที่ 27 -28 กรกฎาคม 2546

*****************************

กรมเอเชียตะวันออก
พฤศจิกายน 2546


เรียบเรียงโดย เรียบเรียงโดย กองเอเชียตะวันออก 1 กรมเอเชียตะวันออก โทร. 02-643-5195-96 div1102@mfa.go.th

 


Bookmark and Share
SPONSOR
เรือสำราญ
 
  • ยุโรป
  • อเมริกา
  • เอเชีย
  • แอฟริกา
  • อเมริกาใต้
  • ออสเตรเลีย
  • ตะวันออกกลาง
  •  
    สาระน่ารู้ก่อนเดินทาง
    e-passport
    การขอหนังสือเดินทาง
    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
    คำนวณอัตราแลกเปลียน
    ข้อฎิบัติ กรมศุลกากร
    เชงเก้น วีซ่า
    สายการบินโอเรียนต์ไทย
    สายการบิน นกแอร์
    ต่างประเทศ ขาเข้า
    ต่างประเทศ ขาออก
    ตารางบินขาเข้า
    ตารางบิน ขาออก
    เชคเที่ยวบินทั่วโลก
    Check Your Trip
    บ้านพักเยาวชน
    YHA อังกฤษ
    YHA อเมริกา
    YHA ออสเตรเลีย
    YHA สวิส
    YHA ญี่ปุ่น
    YHA ฝรั่งเศส
    โฮสเทล ทั่วโลก
    โฮสเทล ยุโรป
    ติดต่อทำบัตรเยาวชน
    โทร 026287413-5
    เว็บไซต์สายการบิน
    เว็บไซต์สถานทูตในไทย
    เว็บไซต์รถเช่า
    ทีวีช่อง 3
    ทีวีช่อง 5
    ทีวีช่อง 7
    ทีวีช่อง 9
    Thai PBS
    ฟังวิทยุ FM88
    ฟังวิทยุ FM89
    ฟังวิทยุ Sweet FM
    ฟังวิทยุ HotWave
    ฟังวิทยุ Cool 93
    ฟังวิทยุ FM95
    ฟังวิทยุ 95.5
    ฟังวิทยุ จส100
    Major Cineplex
    SF Cinema
    Esplanade Cineplex
    Livescore
    Siam Sport


    ร้านอาหารไทยในบอสตัน

    VZ English version


    บริษัท วาเคชั่นโซน จำกัด ทะเบียนการค้าเลขที่ (3)362/2544 ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ 71004030001090
    ติดต่อทีมงานโทร.0897990051 Copyright 2001 Vacation Zone Co., Ltd. All Rights Reserved
    เพื่อนบ้านวันหยุด ชมเว็บไซต์เพื่อนบ้าน ติดต่อแลกลิงค์ คลิกที่นี่ครับ