Bookmark and Share
 
จองโรงแรมออนไลน์
  
 
จองผ่าน Octopus
 
จองผ่าน GTA-Travel
 
จองผ่าน Agoda.Co.th
 
จองโรงแรมในประเทศไทย
จองโฮสเทล Hostel
ขั้นตอนการโพสต์รูป
จองตั๋วเครื่องบิน
 
จองตั๋วเครื่องบินด้วยตัวเอง
ตรวจสอบการจองตั๋ว
ประกันการเดินทาง
IAG ออนไลน์ (NZI)
กรุงเทพประกันภัย
ทิพยประกันภัย
Chartis
Mondial Assistance
ACE Insurance
บูพา ประกันสุขภาพ
เมนูโซน
 
รับทำผ้าบาติก
วีซ่าแคนาดา
ตั๋วรถไฟในยุโรป
ข้อมูลยอดเขา จุงฟราว
เรือสำราญ รอยัล แคริบเบียน
ขั้นตอนการส่งภาพเข้าประกวด
ประเภทของ ตั๋วรถไฟในยุโรป
การขอวีซ่าประเทศต่างๆ
7 สิ่งมหัศจรรย์
วันสงกรานต์
วีซ่า อังกฤษ
วีซ่า อเมริกา
วันวาเลนไทน์
วันพ่อแห่งชาติ
พรบ คอมพิวเตอร์
การบินไทย
อัตราแลกเปลี่ยน
บัตรโทรศัพท์ iSIM
บัตรโทรศัพท์ iTalk
ออกแบบเวบท่องเที่ยว
สถานทูตไทยในต่างประเทศ
VZ Agencies Pluz
Wall Paper
ททท
องค์การส่งเสริมท่องเที่ยว

 ทวีปเอเซีย
 ทวีปออสเตรเลีย
 ทวีปยุโรป
 ทวีปแอฟริกา
 การขอวีซ่า ประเทศแถบแอฟริกา
 ทวีปอเมริกาใต้
 ข้อมูลท่องเที่ยว
 สถานที่ท่องเที่ยว
 บริษัทท่องเที่ยว
 ภาพถ่ายในต่างแดน
 ประกันการเดินทาง
 โหวตสายการบิน
 โหวตบริษัทท่องเที่ยว
อ่านบทสัมภาษณ์คุณ ริน
อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ จิ๋น
อ่านบทสัมภาษณ์ คุณ Ham&Cheese
อ่านบทสัมภาษณ์ คุณ ติ๊ก
 My Vienna
(คุณ ริน)
 ออสเตรีย เยอรมัน
(คุณแนท)
 สวิตเซอร์แลนด์
(คุณ Sak)
 ย่ำเกาหลี 7 วัน
(คุณสิงหา)
 Europe Romance
(คุณ จิ-นดา)
ผ้าบาติกสินค้าฝีมือคนไทย
รับซ่อมเครื่องหนัง
ความคิดเห็นของผู้ชมเวบ
ภาพสถานที่ท่องเที่ยว




ร้านอาหารไทยในบอสตัน

 






ประเทศ เยอรมัน
เยอรมัน
"คลิ๊กที่เดียว เที่ยวทั่วโลก"

ในหน้านี้จะรวมทุกอย่าง เกี่ยวกับประเทศ เยอรมัน เชิญชมครับ

กระทู้เกี่ยวกับประเทศ เยอรมัน
เวบสถานทูต เยอรมัน ในประเทศไทย
ชม ภาพถ่ายที่ มิวนิค ครับ น้าคุณ 11/05/03
ระเบียบ การขอวีซ่าเข้าปรเทศ เยอรมัน
ข้อมูลทั่วไปเมืองมิวนิค
มิวนิค เมืองหลวงของแคว้นบาวาเรียและเมืองหลวงแห่งเบียร์ของยุโรป มิวนิคได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่รุ่มรวยศิลปและสถาปัตยกรรมสไตร์บารอกและเรอเนสกฎ เมืองที่รอคอยให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกลิ่นอายขนบธรรมเนียมประเพณีแบบบาวาเรียนแท้ๆ ที่เปี่ยมเสน่ห์และน่าหลงไหล

สถานที่ท่องเที่ยว
เฟราเอ่นเคียร์ชเช่อ ( The Frauenkirche )
โบสถ์พระแม่มารีทรงหัวหอมคู่ สร้างด้วยอิฐสีแดง สูง 99 เมตรนี้ เป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิวนิค นักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปถึงข้างบนจะได้ชื่นชมกับวิวโดยรอบของเมืองมิวนิค แต่ถูกทำลายอย่างย่อยยับในสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับบูรณะในปี 1953 ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดชมในโบสถ์คือ แท่นบูชาที่ตกแต่งอย่างหรูหรา โออ่า และรอยเท้าปีศาจ ( Devil's Footprint ) เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 7.00-19.00 น. วันพฤหัสบดีเปิดถึง 20.30 น. โทร. +49 (0)89-2900-820 รถไฟ S-Bahn ลงที่สถานีมาเรียนพลาตซ์
มาเรียนพลาตซ์ ( Marienplatz )
เป็น " หัวใจ " ของเขตเมืองเก่า และเป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มชมเมือง ในยุคกลางที่นี่เคยเป็นตลาด แต่ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการจัดงานสำคัญทางวัฒนธรรมต่างๆ มาเรียนพลาตซ์ มีสิ่งที่น่าชมมากมาย อาทิ Mariensaule รูปปั้นพระแม่มารีทองคำบนเขาสูงศาลาว่าการเมืองใหม่ ( Neuse Rathaus ) ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ Glockenspiel หอระฆัง ที่มีตุ๊กตาออกมาเต้นระบำ เวลา 11 โมงเช้าในหน้าหนาว และ 5 โมงเย็นในหน้าร้อน รถไฟฟ้าใต้ดินสาย U3/U6 และรถไฟ S-Bahn ลงที่สถานีมาเรียนพลาตซ์
เรสซิเดนซ์ ( Residentz )
พระราชวังที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของ มิวนิค ที่ซึ่งเป็นที่ประทับและศูนย์กลางอำนาจของกษัตริย์บาวาเรียนนาน ปัจจุบันห้องจำนวน 130 ห้อง ภายในพระราชวังเป็นสถานที่จัดแสดงสมบัติล้ำค่ามากมายทั้งเฟอร์นิเจอร์ ภาพเขียน เครื่องเคลือบ และเครื่องเงิน ไฮไลท์ที่ควรเยี่ยมชมคือ Antiquarium ห้องโถงสไตล์เรอเนสซองส์ที่สวยงาม
( Residentz ) ตั้งอยู่ที่ Residentzstrasse 1 ในย่านใจกลางเมือง เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ ในเมืองเมษายน-ตุลาคม เวลา 9.00-18.00 น. เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม เปิดเวลา 10.00-16.00 น. ค่าเข้าชม 5 ยูโรเด็กไม่เสียเงิน โทร. +49 (0)89-2906-71
ตลาดวิคทัวเลียน ( Viktualienmarkt )
ถูกค้นพบในปี 1807 เป็นตลาดผักและผลไม้สดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของเมือง ที่ที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะมาซื้อและหาของกิน ตั้งแต่ผักสด ๆ จากฟาร์มไปจนถึงผลไม้นำเข้า รวมถึงแผงลอยที่ขายอาหารทานเล่น เช่น ชีส ฮอตด็อก หรือไส้กรอกอีกนับไม่ถ้วน
Viktualienmarkt เปิดวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ 7.00-20.00 น. วันเสาร์ 7.00-16.00 น. ปิดวันอาทิตย์ รถไฟฟ้าใต้ดินสาย U-Bahn และรถไฟ S-Bahn ลงที่สถานีมาเรียนพลาตซ์

พระราชวังนิมเฟนบูร์ก ( Nymphenburg Castle )
พระราชวังบารอกแห่งนี้เดิมเป็นที่ประทับฤดูร้อนของพระเจ้าลุดวิกที่ 1 พระราชวังนิมเฟนบูร์กได้รับการกล่าวขานถึงการตกแต่งภายในอันงดงามและสวนสวย ภายในพระราชวังมีห้องที่ควรเยี่ยมชม คือ Gallery Beauties ของพระเจ้าลุดวิกที่ 1 แสดงภาพวาดสตรีสวยงาม 36 นางในวงสังคมนิวมิค รวมถึงภาพวาดนาง โลล่า มอนเทช นักเต้นรำชาวไอริช ผู้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าลุดวิกที่ 1 และเป็นสาเหตุที่ทำให้พระองค์สละราชบัลลังก์ สวนที่ประทับในฤดูล่าสัตว์ อะมาเลียนบูร์ก ( Amalienburg ) ถือเป็นผลงานรอคโคโคชั้นเอกของยุโรป
พระราชวังนิมเฟนบูร์ก เปิดทุกวัน เดือนเมษายน-ตุลาคม เวลา 9.00-18.00 น. เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม เวลา 10.00-16.00 น. ค่าเข้าชม 3.50 ยูโร โทร. +49 (0)89-179-080 รถรางสาย 17 รถเมล์สาย 41 ลงป้าย Schloss Nymphenburg
โอลิมปิกปาร์ก ( Olympic Park )
ศูนย์กีฬาขนาดใหญ่สำหรับการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ที่มิวนิคเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 1972 ปัจจุบันนี้โอลิมปิกปาร์กเปรียบเหมือนส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตชาวเมือง ที่นี่เป็นที่ตั้งของแลนด์มาร์กสมัยใหม่ที่สำคัญ 2 อย่างของมิวนิค คือ หอโทรคมนาคม สูง 290 เมตร และสเตเดียมทันสมัยสร้างแบบหลังคาเต็นท์ด้วยแท่งสลิงเหล็กยึดแขวนแผ่นอะครีลิกโปร่งแสงที่คลุม เป็นหลังคาเหมือนใยแมงมุม ถ้าไม่กลัวความสูง สามารถขึ้นลิฟต์ไปชมวิวชั้นบนสุดได้ (เสียค่าขึ้น 3 ยูโร) ภายในโอลิมปาร์กแห่งนี้ยังมีสระว่ายน้ำ และที่เล่นสเก็ตสำหรับผู้รักการออกกำลังกายทั้งหลาย
โอลิมปาร์ก ตั้งอยู่ที่ Spiridon Louis-Ring 21 เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-23.30 น. โทร. +49 (0) 89-3067-2414 รถไฟใต้ดินสาย U3 ลงสถานี Olympiazentrum
นอย พิกาโกเตก ( Neue Pinakothek )
พิพิธภัณฑ์ศิลปะพินาโกเตกยุคใหม่ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับอัลเท่อ พินาโกเตก ( The Alter Pinakothek ) จัดแสดงภาพวาดและงานปติมากรรมยุโรปตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ถึงศตวรรษที่ 20 ที่มีจุดเด่นอยู่ที่งานศิลปะเยอรมันในสมัยศตวรรษที่ 19 คอลเลกชั่นที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่งยวด นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นที่เก็บรวบรวมคอลเลกชั่นดี ๆ ของงานศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์จากประเทศอังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส ในสมัยศตวรรษที่ 19 อีกด้วย
Neue Pinakothek ตั้งอยู่ที่ Barer Stasse 29 โทร. +19 (0) 89-2380-5195 เปิดตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. ปิดวันอังคาร ค่าเข้าชม 5 ยูโร วันอาทิตย์เข้าฟรี รถไฟฟ้าใต้ดินสาย U2/U8 ลงที่ Theresienstasse รถรางสาย 27 ลงสถานี Pinakothek รถเมล์สาย 53 ลงป้าย Schellingstrasse
พินาโกเตก เดียร์ โมแดนเนอร์ ( Pinakotek der Moderne )
สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ล่าสุดของมิวนิค หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งประกอบด้วย 4 พิพิธภัณฑ์ คือ The State Gallery Art , The New Collection , The Architecture , The State Art Collaction บรรจุงานศิลป์สมัยใหม่นับร้อยนับพันชิ้น จากทุกสำนักทุกสไตล์ ตั้งแต่งานของคาดินสกี้ (Kadinsky) ปิกัสโซ วอร์ฮอล เรื่อยมาจนถึงงานศิลปร่วมสมัยไม่เพียงเฉพาะภาพวาด แต่ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีรูปปั้นและผลงานในรูปมัลติมิเดียจัดแสดงในส่วนนิทรรศการถาวร และนิทรรศการพิเศษ ความยิ่งใหญ่ของ Pinakotek der Moderne เทียบได้กับเทแกลเลอรี่ของอังกฤษ
Pinakotek der Moderne ตั้งอยู่ที่ Barer Strasse 29 เปิดวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 10.00-17.00 น. วันพฤหัสบดีและวันศุกร์ เปิดถึง 20.00 น. ค่าเข้าชม 9 ยูโร โทร. +49(0) 89-23805-195
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติบาวาเรียน ( The Bavarian National Museum )
อีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมและศิลปะ โดยพระเจ้าแมกซิมิเลียนที่ 2 จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์นี้คือ คอลเลกชั่นงานศิลป์ชั้นยอด ตั้งแต่ยุคกลางเรื่อยมาจนถึงอาร์ตนูโว จัดแสดงเต็มพื้นที่ทั้ง 3 ชั้น ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาวัฒนธรรมและศิลปะยุโรปในยุคต่าง ๆ ผ่านทาง ภาพเขียน เฟอร์นิเจอร์ งานหัตถกรรม เครื่องดนตรี และอาวุธในสมัยโบราณ
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติบาวาเรียนตั้งอยู่ที่ Prinzregentenstenstrasse 3 เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. วันพฤหัสบดีเปิดเวลา 10.00-20.00 น. โทร +49 (0) 89-2112-401
พิพิธภัณฑ์เยอรมัน ( The Deutsches Museum )
ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มากมายด้วยความบันเทิงอย่างน่าอัศจรรย์ใจ นักท่องเที่ยวอาจต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์เพื่อจะเดินชมส่วนจัเแสดงต่าง ๆ อาทิ เรือใบ เรือดำน้ำ รถไฟ เครื่องบิน และเครื่องดนตรี และยังมากมายด้วยอินเตอร์แอคทีฟดิสเพลย์ที่ให้ผู้ชมโดยเฉพาะเด็ก ๆ มีส่วนในการสาธิตได้อย่างแสนสนุก
Deutsches Museum ตั้งอยู่ที่ Museumsinsel 1 เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น. ค่าเข้าชม 7.50 ยูโร โทร. +49 (0) 89-2179-1 รถไฟฟ้าใต้ดิน U1/U2 ลงที่ Fraunhofer-strasse รถรางสาย Deutsches Museum

ที่พัก
มิวนิคเป็นเมืองมีระดับ ดังนั้นจึงมีโรงแรมระดับ 5 ดาวและชั้นเดอลุกซ์มากมาย ซึ่งแน่นอนว่าราคาค่อนข้างสูง และจะสูงมากในช่วงเทศกาล อ็อกโตเบอร์เฟสต์ ซึ่งที่พักจะถูกจองไปล่วงหน้านับปี ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศพื้นบ้านเยอรมันควรหาที่พักในแถบ Lehel หรือในเขตอิงริชการ์เดนที่มีโรงแรมในสไตล์พื้นเมืองซึ่งให้วิวอีกฟากของสวนสาธารณะสวยสุดใจ
หลาย ๆ โรงแรมมักเป็นตึกเก่าโอ่อ่า อย่างเช่นโรงแรม Kempinski Vier Jahreszeiten โรงแรมระดับ 5 ดาวที่ดัดแปลงมาจากอาคารในสมัยศตวรรษที่ 19 ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองตั้งอยู่ที่ถนนแมกซิมิเลียน สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีงบจำกัด อาจมองหาที่พักแถวสถานีรถไฟกลางซึ่งจะเป็นโรงแรมคุณภาพดี ราคาถูกมากมาย นอกจากนี้ก็จะมีคอมเพล็กซ์ทันสมัยอีกมากมายรอบ ๆ สนามบิน สำหรับผุ้มาติดต่อธุรกิจ ซึ่งสามารถเดินทางเข้าเมืองได้อย่างสะดวก
โรงแรมแนะนำ
Le Meridien โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สามารถเดินทางไปสถานีรถไฟกลางได้และมีร้านค้าต่าง ๆ ตั้งอยู่รายรอบ
Bayerischer Hof โรงแรม 5 ดาวสไตล์พื้นเมือง ตั้งอยู่ใจกลางเมืองท่ามกลางย่านธุรกิจและแหล่งช๊อปปิ้งมากมาย
Creatif Elephant ทุกห้องตกแต่งด้วยสีสันอ่อนหวาน ตั้งอยู่ย่านใจกลางเมือง สามารถเดินทางไปสถานีรถไฟกลางได้ และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของมิวนิคำด้อย่างสะดวก
Drei Lowen โรงแรมทันสมัยระดับ 4 ดาวที่มีจุดเด่นอยู่ที่ด้านหน้าของโรงแรม ด้วยลวดลายแบบบาราเวีย ตั้งอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟกลาง ที่มีระบบการดูแลอย่างดีจนความจอแจภายนอกก็ไม่สามารถรบกวนความเป็นส่วนตัวได้ จากโรงแรมสามารถเดินทางไปถึงสภานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ภายใน 15 นาที
Tryp โรงแรมระดับ 4 ดาวที่เพิ่งปรับปรุงห้องใหม่ เพิ่มความน่าพักมากยิ่งขึ้นด้วยโทนสีสดใส ตั้งอยู่ด้านใต้ของสถานีรถไฟกลางและมาเรียนพลาตซ์ จึงเดินไปทางย่านแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช๊อปปิ้งได้อย่างสะดวก
Renaissance โรงแรม4 ดาว ตั้งอยู่ชานเมืองในเขตชวาบิ่ง แวดล้อมด้วยความร่มรื่นเพราะอยู่ใกล้โอลิมปิกปาร์ก ซึ่งการนั่งรถไฟใต้ดิน เป็นวิธีเข้าเมืองที่สะดวกที่สุด นอกจากนี้จากโรงแรมยังสามารถขึ้นมอเตอร์เวย์ไปยังเมืองอื่น ๆ ได้โดยง่าย
King's Center เป็นโรงแรมที่ให้ลูกค้าพักผ่อนแบบเป็นสุขบนเตียงไม้สี่เสา แบบโบราณ
Germania อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟกลาง และอยู่ใกล้แหล่งช้อปปิ้งมากมาย
Achat โรงแรมที่ตกแต่งแบบคลาสสิก และใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน
การคมนาคม
สนามบินนานาชาติมิวนิค เป็นสนามบินนานาชาติ 2 อาคาร เป็นศูนย์กลางการบินสู่ 150 จุดหมายทั่วโลก เป็นสนามบินที่อำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าชั้นนำกว่า 70 ร้าน
การเดินทางจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมือง
สนามบินนานาชาติอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 30 กิโลเมตร การเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองทำได้หลายวิธีดังต่อไปนี้
รถไฟ ต้นทางอยู่ที่ชั้นใต้ดินภายในสนามบิน รถไฟจะออกเดินทางทุก ๆ 10 นาที ใช้เวลาในการเดินทางถึงตัวเมืองประมาณ 35 นาที
รถเมล์ ออกจากท่าทุก 20 นาที ตั้งแต่เวลา 5.00-22.00 น. สิ้นสุดสายที่สถานีรถไฟกลาง ใช้เวลาประมาณ 45 นาที และประมาณ 15-20 นาที สู่ตัวเมืองมิวนิคนอร์ดในแถบชานเมือง
แท็กซี่ ราคาค่อยข้างแพง ประมาณ 55 ยูโร หรือคิดตามมิเตอร์หรือค่ากระเป๋า
การเดินทางในเมือง
ตั๋วที่ซื้อมาใช้ได้ทั้ง รถไฟ รถเมล์ และรถราง ตั๋วซื้อได้ที่มีสัญลักษณ์สีฟ้าเป็นตัว " K " รอบเมืองหรือซุ้มขายหนังสือพิมพ์
ตั๋วเดี่ยว ราคา 2 ยูโร ใช้เดินทางต่อเนื่องในเส้นทางเดียว ภายใน 2 ชั่วโมง ถ้าต้องการเดินทางมากกว่า 2 ชั่วโมง ในหนึ่งวัน ขอแนะนำให้ซื้อ เดลี่แทรเวิลการ์ด ซึ่งจะใช้ได้จนถึงเที่ยงคืนในวันเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีตั๋ว3 วัน ตั๋วสำหรับครอบครัว หาซื้อได้ที่สำนักงานขนส่งหรือสำนักงานการท่องเที่ยว
รถไฟ ให้บริการครอบคุมทั้งใจกลางเมืองและชานเมือง รถไฟ U-Bahn มี 6 สาย รถไฟ S-Bahn มี 8 สาย ให้บริการมุก ๆ 20 นาที
รถเมล์ มีวิ่งบริการทั่วไป
รถราง อีกทางเลือกหนึ่งของการเดินทาง
รถแท็กซี่ มีวิ่งอยู่ทั่วไปในเมือง แต่ราคาค่อนข้างแพง ราคาเริ่มต้นที่ 2.50 ยูโร และเพิ่มเป็น 1.20 ยูโร ทุก 1 กิโลเมตร
การขับรถ
นักท่องเที่ยวที่ขับรถในมิวนิคได้ต้องมีใบขับขี่สากล และอายุ 18 ปีขึ้นไป รถเป็นพวงมาลัยซ้าย การจำกัดความเร็ว มอเตอร์เวย์ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถนนใหญ่นอกเมือง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในเมือง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
มิวนิค เวลคัม การ์ด
บัตรสำหรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มความสะดวกและความประหยัด แถมลดราคาค่าเข้าชมสถานที่สำคัญ เช่น สวนสัตว์ โรงละคร พิพิธภัณฑ์ ได้สูงสุด 50 % สามารถหาซื้อบัตรได้ที่สำนักงานการท่องเที่ยวมิวนิค โรงแรมทั่วไป และตามสถานที่ที่มีสัญลักษณ์ มิวนิค เวลคัม การ์ด
บาเยิร์นทิกเก็ต
จากเมืองมิวนิค ท่านผู้โดยสารสามารถใช้ตั๋วโดยสารบาร์เยิร์นทิกเก็ต เดินทางไปนอกเมืองในเขตแคว้นบาวาเรีย ในราคาประหยัด ซึ่งสามารถใช้ครอบคลุมเครือข่ายการโดยสารรถสาธารณะในเมืองต่าง ๆ
เที่ยวรอบมิวนิค
สถานที่ที่มีชื่อเสียงดังต่อไปนี้
ปราสาทนอยชวานชไตน์ เป็นปราสาทสีขาวซึ่งมีลักษณะคล้ายเทพนิยาย ซึ่งสามารถมองเห็นได้แต่ไกล ภายในมีภาพวาดจากละครโอเปร่าของริชาร์ด วากเนอร์ ถือว่าเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด
ปราสาทโฮเฮนชวานเกา เป็นปราสาทที่อยู่ถัดลงมาจากปราสาทนอยชวานชไตน์ จุดเด่นของปราสาทแห่งนี้คือภาพวาดเรื่องราวอัศวินแห่งหงส์ในนิยายพื้นบ้าน
ปราสาทลินเดอร์ฮอฟ มีต้นแบบมาจากมาพระราชวังแวร์ซายส์ ซึ่งภายในพระราชวังสะท้อนถึงจินตนากาลและเทคนิคล้ำยุคในสมัยนั้น เช่น บัลลังก์เปลือกหอย เครื่องปั่นไฟในถ้ำเพื่อจุดประกายใต้น้ำ
Berchtesgaden เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขายอดเขาแสนสวยสูงเป็นอันดับ 2 ของเยอรมนี เป็นเมืองที่มีบังเกอร์และเครื่องป้องกันให้ชมอยู่ซึ่งผ่านศึกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือล่องข้ามทะเลสาบเคอนิกเซที่น้ำใสราวกับคริสตัล
ชาลส์บวร์ก เป็นเมืองเกิดของโมสาร์ต ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ของความเก่าแก่ในเมือง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ถนน ร้านค้าต่าง ๆ
Chiemsee เป็นทะเลสาบที่สวยงามแห่งหนึ่งท่ามกลางธรรมชาติและป่าเขา ซึ่งสามารถล่องเรือไปกลางทะเลสาบ ซึ่งมีหมู่บ้านที่เลี้ยงชีพด้วยการตกปลา ซึ่งสามารถฝากท้องไว้กับร้านอาหารบนเกาะนี้ได้เลย
ซุกสปิตเซ ภูเขาที่สูงที่สุดในเยอรมนี สามารถขึ้นไปชมได้โดยใช้รถไฟ และเคเบิลคาร์
เชอลีเซ ที่นี่เป็นเมืองที่โอบล้อมด้วยภูเขาและทะเลสาบอันสวยงาม จุดเด่นคือการท่องเที่ยวธรรมชาติ ด้วยการขึ้นกระเช้าหรือเคเบิลคาร์
การสื่อสาร
โทรศัพท์ โทรศัพท์สาธารณะจะเป็นสีชมพูหรือสีเหลืองซึ่งต้องโทรด้วยบัตรโทรศัพท์เท่านั้น บัตรโทรศัพท์สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายหนังสือพิมพ์ทั่วไป หรือที่ทำการไปรษณีย์
ไปรษณีย์ ในการส่งจดหมายใช้เวลาประมาร 5-7 วัน จึงจะถึงมือผู้รับ
อินเทอร์เน็ต สามารถหาอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ได้ทั่วไป
เทศกาลสำคัญ
มกราคม-กุมภาพันธ์ วันพฤหัสบดีก่อนวันแรกของฟดูถือศีลในคริสต์ศาสนา คือวันเริ่มเทศกาล คาร์นิวัล มีการเต้นรำ แต่งแฟนซี
มีนาคม เหมาะสำหรับคนชอบดื่มเบียร์ดีกรีหนัก ภายในงานมีขบวนพาเหรดชุดพื้นเมือง
เมษายน มีเทศกาลการเต้นบัลเล่ต์ที่นักเต้นบัลเล่ต์มาเปิดการแสดงตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ในงานยังมีการแสดงขบวนพาเหรดบนเวที มีลักษณะคล้าย ๆ งานวัดของบ้านเรา
มิถุนายน-กรกฎาคม เทศกาลโอเปร่าฤดูร้อน มีการแสดงโอเปร่าทั้งแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ ในเดือนกรกฎาคมมีเทศกาลมิวนิคเปียโนวัมเมอร์เฟสติวัล เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบดนตรีแจ็ส
สิงหาคม ฟรีคอนเสิร์ตในเทศกลาฤดูร้อน ที่โอลิมปิกปาร์กตลอด 3 สัปดาห์ ซึ่งสามารถฟังเพลงได้ทุกแบบทุกสไตล์
กันยายน มีเทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เทศกาลนี้ดึงดูดคนได้ราว 6 ล้านคนทั่วโลกที่มาร่วมดื่มเบียร์กว่า 5 ล้านลิตร และ ไส้กรอก 200,000 ชิ้น
ตุลาคม เป็นเดือนของการเข้าชมพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่กว่า 70 แห่ง และการแสดงต่าง ๆ มากมายภายในงาน
ธันวาคม ตลอดเดือนธันวามคมบริเวณมาเรียนพลาตซ์จะคับคั่งด้วยร้านค้าเครื่องประดับ และในเวลา 17.30 น. ของทุกวัน จะมีการบรรเลงเพลง คริสต์มาสด้วย
แหล่งช้อปปิ้ง
ย่านยอดนิยมที่สุดของเมืองอยุ่ในบริเวณเมืองเก่า มีห้างสรรพสินค้าชื่อดังมากมาย มีสินค้าแบรนด์เนมทั่วโลก มีร้านขายของที่ระลึกมากมาย ตลาดนัดเสื้อผ้ามือสอง ร้านจิวเวอรี่
ซื้ออะไรดีที่มิวนิค
สินค้าหรู ดีไซน์แปลก ๆ ที่มิวนิคมีให้เลือกชมและเลือกดูอยู่ทั่วไป สินค้าประเภทชุดพื้นเมืองและของที่ระลึกสไตล์บาวาเลียน ก็ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ
การขอคืนภาษี
นักท่องเที่ยวไทยสามารถคืนภาษีได้สูงสุด 10 % เมื่อซื้อสินค้าต่าง ๆ ในเยอรมนีที่มีป้าย GLOBAL REFUND ตั้งแต่ 25 ยูโรขึ้นไป การขอคือภาษีทำได้ที่สนามบิน ซึ่งต้องแสดงสินค้า ใบกำกับภาษีที่ออกโดยร้านค้า และพาสปอร์ตต่อเจ้าหน้าที่นักท่องเที่ยวจะได้รับเงินคืนเป็นเช็ค

 
สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
Federal Republic of Germany
ที่ตั้ง ตอนกลางของทวีปยุโรป ทิศเหนือจรดเดนมาร์ก ทิศใต้จรดสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรีย ทิศตะวันออกจรดสาธารณรัฐเช็กและโปแลนด์ ทิศตะวันตกจรดเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก และฝรั่งเศส

พื้นที่ 356,700 ตารางกิโลเมตร (เยอรมนีตะวันตกเดิม 249,000 ตารางกิโลเมตรและเยอรมนีตะวันออกเดิม 108,000 ตารางกิโลเมตร)

ประชากร 83.2 ล้านคน (ปี 2545 คาดการณ์) พลเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมนี มีชาวต่างชาติประมาณร้อยละ 9 ของประชากรทั้งหมด

ภาษาราชการ เยอรมนี

ศาสนา สองในสามของพลเมืองในเยอรมนีนับถือศาสนาคริสต์ประกอบด้วยผู้นับถือ ศาสนาคริสต์นิกาย Protestant ประมาณ หนึ่งในสาม และ นิกาย Catholic ประมาณ หนึ่งในสาม

เมืองหลวง เบอร์ลิน

สกุลเงิน 1 ยูโร = 49 บาท (6 มิถุนายน 2546)

วันชาติ 3 ตุลาคม (วันรวมประเทศ)

ระบบการเมือง มีการปกครองตามระบอบเสรีประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ ประกอบด้วยมลรัฐ 16 รัฐ ซึ่งมีรัฐสภาและรัฐบาลของตนเอง

ประธานาธิบดี นาย Johannes Rau (เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2542)

นายกรัฐมนตรี นาย Gerhard Schroeder (เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2541)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นาย Joschka Fischer (เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2541)

สถาบันทางการเมือง ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วยรัฐสภา (Bundestag)และสภาพันธรัฐ หรือสภาสูง (Bundesrat) ฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) ประกอบด้วประธานาธิบดี เป็นประมุขและนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ สหภาพยุโรป ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย เบลเยียม อิตาลี ญี่ปุ่น สเปน สวิตเซอร์แลนด์

สินค้าเข้า ยานพาหนะ เครื่องจักรกลทางอุตสาหกรรม อาหาร สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ทางวิศวกรรมด้านไฟฟ้า ปิโตรเลียม

สินค้าออก เครื่องจักรกลทางอุตสาหกรรม ยานพาหนะ และอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทางวิศวกรรมด้านไฟฟ้า เหล็ก อาหาร สิ่งทอ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)1.97 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (2545)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว(GDP per head) 62,600 ดอลลาร์สหรัฐ (2545 คาดการณ์)

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เฉลี่ยร้อยละ 0.2 (2545)

อัตราเงินเฟ้อ เฉลี่ยร้อยละ 1.3 (2545)

ภาวะการจ้างงาน อัตราการว่างงาน เฉลี่ยร้อยละ 10.1 (2545)

ดุลการค้าได้เปรียบดุลการค้า 126.1 พันล้านยูโร (2545 คาดการณ์)
การเมืองการปกครอง
สภาวะทางการเมืองปัจจุบัน
เยอรมนีได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2545 ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลระหว่างพรรค SPD และพรรค Greens ได้รับ
ชัยชนะและครองคะแนนเสียงข้างมากและได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งนาย Gerhard Shroeder ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรและเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 โดยมีนโยบายหลัก คือ 1) ยุทธศาสตร์การลงทุนในด้านการศึกษาและวิจัย สาธารณูปโภคพื้นฐาน ครอบครัว และสิ่งแวดล้อม 2) การมีวินัยในการใช้งบประมาณ และการตัดการใช้จ่าย และเงินช่วยเหลือภาครัฐ 3) การลดภาษีที่ยั่งยืน 4) ปฏิรูปโครงสร้างด้านแรงงาน และสาธารณสุข และการประกันสังคม และ 5) การลดขั้นตอนทางราชการที่ไม่จำเป็น ในด้านความมั่นคง จะมีการเสริมสร้างค่านิยม และกองกำลังตำรวจที่ให้ความสำคัญด้านการรับผิดชอบต่อสังคม และระบบยุติธรรมอิสระ และการเสริมสร้างความมั่นคงโลก โดยเฉพาะการต่อต้านการก่อการร้าย การเสริมสร้างความมั่นคงในคาบสมุทรบอลข่าน รัฐบาลเยอรมนีจะสนับสนุนยุทธศาสตร์การป้องกันความขัดแย้ง โดยการส่งเสริมความมั่นคงของสังคมและสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการเคารพสิทธิมนุษยชน และชนกลุ่มน้อย รวมทั้งการส่งเสริมการขจัดความยากจนอย่างเป็นระบบ การเปิดตลาดสินค้า และความพยายามในการป้องกันสภาวะอากาศโลก และการใช้พลังงานที่ไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม โดยเยอรมนีตระหนักถึงพันธมิตร และบทบาทของเยอรมนีในสหภาพยุโรป และมิตรภาพกับสหรัฐฯ
คณะรัฐมนตรีปัจจุบันประกอบด้วยรัฐมนตรี 14 คน มีขนาดเล็กที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีการจัดตั้งกระทรวงใหม่ 2 กระทรวง คือ 1) กระทรวงเศรษฐกิจและแรงงานที่รวมกระทรวงเศรษฐกิจและ เทคโนโลยีและกระทรวงแรงงานไว้ด้วยกัน เป็นกระทรวงที่ใหญ่และมีอิทธิพลมาก โดยนาย Wolfgang Clement ได้รับการขนานนามว่าเป็น Super Minister และ 2) กระทรวงก่อสร้าง การจราจรและการพัฒนาเยอรมนีภาคตะวันออก ซึ่งเป็นกระทรวงใหญ่ที่มีความสำคัญในแง่งบประมาณ
รัฐบาลผสมระหว่างพรรค SPD และพรรค Alliance’90/The Greens ได้มีการจัดตั้งขึ้นตั้งแต่เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปในเยอรมนีครั้งที่แล้ว เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2541 พรรค SPD สามารถชนะการเลือกตั้งได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด พรรค SPD จึงได้ร่วมกับพรรค Alliance’90/The Greens จัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้น โดยมีนาย Gerhard Schroeder เป็นนายกรัฐมนตรีเยอรมนี และเป็นการสิ้นสุดลงของรัฐบาลนาย Helmut Kohl ซึ่งเป็นรัฐบาลผสมพรรค CDU/CSU และพรรค FDP ที่บริหารประเทศเยอรมนีติดต่อกันมาเป็นเวลาถึง 16 ปี การจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรค SPD และพรรค Alliance’90/The Greens ซึ่งเรียกกันว่า Red-Green Coalision ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญของเยอรมนี คณะรัฐมนตรีเยอรมนีประกอบด้วยนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐมนตรีหลายคนในคณะรัฐมนตรีเยอรมนีชุดนี้ รวมถึงตัวนายกรัฐมนตรี Schroeder เองเคยมีบทบาทนำในขบวนการนักศึกษาในช่วงทศวรรษ 1960 นอกจากนี้ นาย Joschka Fischer รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากพรรค Alliance’90/The Greens ถูกมองว่าเป็นคนที่มีลักษณะและบุคลิก ทั้งในด้านความคิด และการแสดงออกที่แตกต่างไปจากค่านิยมในเชิงอนุรักษ์นิยม ของสังคมเยอรมนี นโยบายที่พรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้ ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก มีดังนี้
- พรรค SPD ให้ความสำคัญในอันดับต้นต่อการแก้ไขปัญหา การว่างงานและการเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ การบูรณะพัฒนารัฐใหม่ในเขตภาคตะวันออกของเยอรมนีให้มีระดับ การพัฒนาทัดเทียมรัฐในภาคตะวันตก และการเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นทางสังคม และวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในยุโรป
- พรรค Alliance’90/The Greens เน้นการแก้ไขปัญหาการว่างงานควบคู่ไปกับการส่งเสริม สิทธิส่วนบุคคลของประชาชน การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะการลดและเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์
หลังจากเข้ามารับตำแหน่ง รัฐบาลผสม Red-Green Coalision ได้ดำเนินนโยบายประหยัดเพื่อปรับลดการขาดดุลงบประมาณและหนี้ภาครัฐ และได้ริเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจในเรื่องต่างๆ ได้แก่ การปฏิรูประบบโครงสร้างการจัดเก็บภาษี ระบบสวัสดิการสังคม รวมทั้งระบบเงินบำนาญ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2543 รัฐสภาเยอรมนีได้ให้ความเห็นชอบต่อการปฏิรูปโครงสร้างภาษีตาม ข้อเสนอของรัฐบาลที่จะให้มีการลดภาษีภาคธุรกิจและภาษีรายได้ส่วนบุคคล มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ระหว่างปี 2544-2549 รวมทั้งการยกเลิก Capital Gain Tax ที่เรียกเก็บจากบริษัทเอกชน
แม้ว่าการว่างงานนับเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลผสม Red-Green Coalision ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี รัฐบาลก็ยังต้องใช้ความพยายามเพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงานเชิงโครงสร้าง (structural unemployment) ต่อไป เนื่องจากมีคนว่างงานจำนวนมากไม่สามารถปรับตัวรวมทั้งการให้การอบรม ศึกษาเพิ่มเติมกับคนตกงานก็ยังไม่ทันกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้บางครั้งมีงานในตำแหน่งที่ว่าง แต่ไม่สามารถหาคนที่เหมาะสมบรรจุได้ ในขณะเดียวกัน เยอรมนีต้องประสบกับปัญหาขาดแคลนประชากรวัยทำงาน เนื่องจากอัตราการเกิดต่ำและประชากรมีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้น
เยอรมนีจึงมีนโยบายที่จะรับชาวต่างชาติเข้าไปใช้ชีวิตและทำงานในเยอรมนี (Immigration Policy) อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนธันวาคม 2545 ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินว่าการลงคะแนนเสียงผ่านร่างกฏหมาย ตรวจคนเข้าเมืองในการประชุมสภาสูงเมื่อเดือนมีนาคม 2545 ที่ประธานาธิบดีเยอรมนีได้ลงนามเมื่อเดือนมิถุนายน 2545 เป็นไปอย่างไม่ถูกต้องและขัดรัฐธรรมนูญจึงทำให้กระบวนการ พิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ยืดเยื้อออกไปอีก


เศรษฐกิจการค้า
สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเยอรมนีในปี 2543 คิดเป็นร้อยละ 3.1 สืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกของปีดังกล่าวที่มีแนวโน้มดี ทำให้เยอรมนีซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ของโลกมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นด้วย ยกเว้นด้านการก่อสร้าง ซึ่งยังคงมีอัตราการเลิกกิจการค่อนข้างสูง ในปี 2544 ปรากฏว่าภาคการก่อสร้างในเยอรมนีได้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และอุปสงค์ภายในเติบโตอย่างเชื่องช้า รวมทั้งอุปสงค์จากต่างประเทศชะลอตัวลงตามภาวะ เศรษฐกิจโลกและเหตุการณ์ก่อการร้ายที่สหรัฐอเมริกา การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเยอรมนีจึงลดลงเหลือเพียงร้อยละ 0.6 จากที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ถึงร้อยละ 3.0 นับเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในสหภาพยุโรป สำหรับในปี 2545 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเท่ากับร้อยละ 0.2 ในขณะที่ในปี 2546 คาดว่าจะเท่ากับร้อยละ 1.0 การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2545 ที่ลดลงเหลือร้อยละ 0.2 ทำให้ความมั่นใจของผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนลดลงไปด้วย อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2536 และต่ำที่สุดในสหภาพยุโรป การเจริญเติบโตยังคงเป็นผลจากการค้ากับต่างประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การลงทุนได้ลดลง โดยในด้านเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ซึ่งลดลงถึงร้อยละ 8.4 แม้อัตราเงินเฟ้อลดลงร้อยละ 1.3 แต่ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาภาวะเงินฝืด สำหรับในปี 2546 สถาบันทางเศรษฐกิจและนักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจคาดว่าเศรษฐกิจน่าจะเติบโตร้อยละ 1 การส่งออกก็อาจได้รับผลกระทบจากการแข็งตัวของเงินยูโรและ การเกิดสงครามอิรักผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำในปี 2544 ทำให้สัดส่วนการขาดดุลงบประมาณของเยอรมนีเพิ่มขึ้นเกือบถึงเกือบร้อยละ 4 ของ GDP ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา Maastricht ทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปต้องออกคำเตือนเยอรมนีอย่างเป็นทางการ รัฐบาลเยอรมนีจึงอยู่ในฐานะลำบาก เนื่องจากต้องตรึงอัตราการขาดดุลงบประมาณไว้ ในขณะที่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก 1.32 พันล้านยูโรเพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงาน ตามแรงกดดันอย่างหนักของสภาพแรงงาน
งบประมาณของรัฐบาลเยอรมนีสำหรับปี 2546 ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว มีรายจ่าย 248.2 พันล้านยูโร ลดลง ร้อยละ 0.4 จากปีที่แล้ว และรายได้ 229.3 พันล้านยูโร รายได้จากภาษีคาดว่าจะอยู่ที่ 202.4 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.4 จากปีที่แล้ว และคาดว่าจะมีหนี้ 18.9 พันล้านยูโร รัฐบาลคาดการณ์ว่า หากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ น้อยกว่า ร้อยละ 1 สัดส่วนการขาดดุลงบประมาณจะเกินเพดาน ร้อยละ 3 ที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา Maastrict อีกครั้งหนึ่ง การพยายามแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล เยอรมนีเพื่อให้อยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 3 ของ GDP ตามที่ EU กำหนด โดยการเพิ่มอัตราภาษี การเพิ่มภาระการจ่ายเงินสมทบค่าประกันและลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ ยิ่งทำให้เศรษฐกิจเยอรมนีตกไปสู่สภาวะถดถอยมากยิ่งขึ้น และสถานการณ์ของเยอรมนีดูจะย่ำแย่ขึ้นไปอีกเพราะอัตราการว่างงานสูงถึงร้อยละ 10 หรือ 4.16 ล้านคนในเดือนพฤศจิกายน 2545 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี แม้ว่าในช่วงก่อนหน้านี้อัตราการว่างงานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยเนื่องจากมีการจ้างงาน เพื่อการซ่อมแซมสาธารณูปโภคที่เสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเดือนกันยายน 2545 รัฐบาลเยอรมนีมีปัญหาการจัดเก็บภาษีไม่ได้ตามกลุ่มเป้าหมาย และการเรียกร้องค่าแรงและเงินเดือนโดยการประท้วงของคนงานและข้าราชการ บางกลุ่มยิ่งทำให้รัฐบาลเยอรมนีอาจจะต้องเพิ่มมาตรการการจัดเก็บภาษีมากขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนเองก็เรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างของภาคธุรกิจ
ในด้านตลาดการเงิน เมื่อเดือนธันวาคม 2545 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ DAX 30 ลดลงร้อยละ 44 ของมูลค่าในปี 2544 ส่วนดัชนีหลักทรัพย์ Neuer Market หรือ NEMAX 50 ลดลงถึงร้อยละ 69 NEMAX 50 ที่เคยมีความสำคัญควบคู่กับดัชนีหลักทรัพย์ DAX 30 จึงปิดตัวลงในปี 2546 หลังจากเปิดทำการได้ 6 ปี เนื่องจากประสบความไม่แน่นอนมาโดยตลอด โดยดัชนีเคยสูงขึ้นจาก 1,000 จุดเมื่อเริ่มเปิดกิจการ ถึง 9,000 จุด เมื่อปี 2543 แต่ตกลงมาอยู่ที่ 400 จุดในปัจจุบัน มีบริษัทที่เป็นสมาชิกปิดกิจการ หรือประสบปัญหาด้านบัญชีหลายบริษัท
แนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ จะเน้นการเพิ่มรายได้แทนการปรับโครงสร้าง เพื่อจะเอื้อประโยชน์ต่อการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลเยอรมนีจะผ่อนคลายแผนการเข้มงวดในการลดค่าใช้จ่ายลง และจัดสรรงบประมาณภาครัฐเพิ่มขึ้นเพื่อผลักดันให้มีการจ้างงานและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลให้เยอรมนีมีสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณสูงกว่าร้อยละ 3 ของ GDP นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มุ่งที่จะปฏิรูปตลาดแรงงาน โดยจะมีมาตรการจัดหางานให้แก่ผู้ว่างงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างงานและโอกาสใหม่แก่ผู้เริ่มทำธุรกิจ และจะให้โอกาสแก่ผู้ว่างงานโดยการจ้างงานชั่วคราว นอกจากนั้น รัฐบาลจะพยายามผลักดันให้รัฐอดีตเยอรมนีตะวันออกเชื่อมโยงกับโครงสร้างภูมิภาค ของเยอรมนี และการค้าระหว่างประเทศให้มากขึ้น ในด้านการประกันสังคม จะมีการเปิดกว้างให้มีการแข่งขันในด้านการประกันสุขภาพมากขึ้น และมีการให้ความสำคัญต่อมาตรการการป้องกัน และความร่วมมือระหว่างบริษัทประกัน ผู้ป่วย แพทย์ โรงพยาบาล รวมทั้งจะมีการปฏิรูปการบริหารระบบบำนาญด้วย
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2546 นายกรัฐมนตรีเยอรมนีได้แถลงนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจที่มีชื่อว่า “Courage for Peace and Courage for Change” โดยมีเนื้อหาสำคัญแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
- ด้านเศรษฐกิจและงบประมาณ มีความจำเป็นที่การลงทุนภาครัฐจะต้องสูง และจะเพิ่มเป็น 26.7 พันล้านยูโรในปี 2546 และจะมีการจัดสรรงบประมาณ 15 พันล้านยูโรสำหรับบรรษัทกองทุนเพื่อการฟื้นฟู (Reconstruction Loan Corporation) เพื่อช่วยเหลือธุรกิจก่อสร้าง แบ่งเป็น 7 พันล้านยูโรสำหรับรัฐบาลท้องถิ่น สำหรับโครงการระยะยาว เช่น การกำจัดน้ำเสียและสร้างโครงสร้างพื้นฐานชุมชนและสังคม ส่วนอีก 8 พันล้านยูโรจะจัดสรรสำหรับโครงการด้านที่พักอาศัย โครงการดังกล่าวจะช่วยสร้างงานให้แก่ธุรกิจขนาดเล็กด้านการก่อสร้างด้วย ทั้งนี้ ดอกเบี้ยจะลดลงอีก โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงินทุนให้ โดยจะไม่กู้ยืม และไม่ขึ้นภาษี นอกจากนั้นยังมีมาตรการจูงใจรัฐบาลท้องถิ่น เช่น ไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูน้ำท่วม 800 ล้านยูโร และจะมีการออกกฎหมายลดการผ่อนคลายด้านภาษี และการเก็บภาษีจากรายได้ที่มาจากการออมเงิน ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้สำหรับรัฐบาลประมาณหนึ่งพันยูโรภายในสิ้นปีนี้
- แรงงานและอุตสาหกรรม ปรับปรุงระเบียบสำหรับการจ้างงานระยะสั้น ลดภาษีสำหรับผู้ที่ทำงานที่ได้ค่าตอบแทนน้อย ทำให้การจ้างงานผิดกฎหมายจะลดลง และการฝึกงานและโอกาสในการทำงานจะเพิ่มขึ้น บริษัทจะต้องจัดให้มีการฝึกงาน มิเช่นนั้น รัฐบาลอาจออกภาษีที่เกี่ยวกับการฝึกงานในปีนี้ เงินชดเชยการว่างานและเงินสวัสดิการถูกนำมารวมกัน ผู้ที่ไม่ยอมทำงานที่ยอมรับได้จะถูกลงโทษ การจ่ายเงินชดเชยการว่างงานจะถูกจำกัดระยะเวลาลงจาก 36 เดือน เหลือ 12 เดือน บริษัทและตัวแทนลูกจ้างสามารถตกลงวิธีเลิกจ้างงานที่ทำส่งผล ให้สามารถทำให้ลูกจ้างที่ดีไม่ถูกปลดออกจากงาน นอกจากนั้น มีการเปลี่ยนแปลงวิธีเก็บภาษีสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมากให้ง่ายและเรียกเก็บลดลง จะมีระเบียบที่ช่วยพัฒนาธุรกิจด้านงานฝีมือ และการซื้อขาย และไม่บังคับให้ผู้เริ่มธุรกิจต้องผ่านการทดสอบก่อน หากมีประสบการณ์ครบตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว สำหรับการนัดหยุดงาน รัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการตกลงแก้ปัญหาภายในกันให้มากขึ้น หากไม่สำเร็จจะมีการดำเนินการทางกฎหมาย
- สวัสดิการสังคม หลักการประกันสุขภาพถ้วนหน้ายังคงอยู่ แต่จะต้องมีการ ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดสัดส่วนการให้เงินสมทบของผู้จ้างงานและแรงงานลง และลดการผูกขาดขององค์กรในระบบและบังคับให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น และผู้ใช้บริการจะต้องมีการจ่ายค่าบริการในการไปพบแพทย์ การให้ประโยชน์ระยะยาวจากภาครัฐถูกยกเลิก และให้ผู้ใช้บริการไปรับบริการจากภาคเอกชนแทน


ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
ความสัมพันธ์ทางการทูต
ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เยอรมนี เริ่มเมื่อ พ.ศ.2405 โดยการทำสนธิสัญญาทางไมตรีและการเดินเรือระหว่างกัน เมื่อ พ.ศ.2426-2430 สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับอัครราชทูต และมีสำนักงานที่กรุงลอนดอน และเมื่อ พ.ศ.2430 มีการจัดตั้งสำนักงาน ณ กรุงเบอร์ลิน สำหรับเอกอัครราชทูต มีการตั้ง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ และ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเบอร์ลิน ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมอดีตเยอรมนีตะวันออกทั้งหมด ต่อมาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2542 ได้มีการย้ายสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ไปอยู่ ณ กรุงเบอร์ลิน และพร้อมกันนั้น ก็ได้จัดตั้งสำนักงานสถานเอกอัครราชทูต สาขากรุงบอนน์ขึ้นซึ่งต่อมาได้ปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2544 และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ตได้เริ่มปฏิบัติการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545


สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ของไทยมี 4 แห่ง คือ
1. ฮัมบูร์ก (ครอบคลุมรัฐ Hamburg รัฐ Bremen และรัฐ Schleswig-Holstein)
2. มิวนิก (ครอบคลุมรัฐ Bavaria และรัฐ Saxony)
3. ดึสเซลดอร์ฟ (ครอบคลุมรัฐ North Rhine-Westphalia และรัฐ Lower Saxony)
4. ชตุทท์การ์ท (ครอบคลุมรัฐ Baden-Wuerttemberg)
(หมายเหตุ สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครแฟรงเฟิร์ต ปิดทำการตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2544)


ความสัมพันธ์ทางการเมือง
เป็นไปอย่างราบรื่น ไทยและเยอรมนีมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับรัฐมนตรี/รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสม่ำเสมอทุกปี เยอรมนีสนับสนุนท่าทีต่าง ๆ ของไทย เช่น ท่าทีต่อปัญหากัมพูชา และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาผู้ลี้ภัย นอกจากนี้ เยอรมนียังชื่นชมและตระหนักถึงความสำคัญของไทยในฐานะที่มีบทบาท นำและเป็นแบบอย่างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใน เรื่องความเป็นประชาธิปไตย การรักษาสิทธิมนุษยชน เสรีภาพของสื่อมวลชน และความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
1. การค้า เป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทย รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย และไต้หวัน และเป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับที่ 1 ของไทยในสหภาพยุโรป สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปเยอรมนี ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เสื้อผ้าสำเร็จรูป รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียงอุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เลนซ์ เทปแม่เหล็กและจานแม่เหล็ก กุ้งสดเย็น แช่แข็ง อาหารทะเลแปรรูป โครงก่อสร้างและส่วนประกอบอลูมิเนียม เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ กาแฟดิบ เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญของไทยจากเยอรมนี ได้แก่ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ รวมทั้งโครงรถและตัวถัง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ การวัด การตรวจสอบ การถ่ายรูป ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม สินแร่โลหะ และเศษโลหะ เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ รถไฟและอุปกรณ์การรถไฟ รถยนต์นั่ง เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า แผงวงจรไฟฟ้า เหล็กและเหล็กกล้า เป็นต้น
ในปี 2545 ไทยและเยอรมนีมีมูลค่าการค้ารวม 172,391 ล้านบาท (4,003 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) คิดเป็นร้อยละ 3 ของมูลค่าการค้าต่างประเทศทั้งหมดของไทย (ปี 2544 คิดเป็นร้อยละ 3.2 ปี 2543 คิดเป็นร้อยละ 2.7 และปี 2542 คิดเป็นร้อยละ 2.8) ขาดดุล 40,604 ล้านบาท ลดลงจากปี 2544 ร้อยละ 8.2 ก่อนปี 2540 ไทยเสียเปรียบดุลการค้ากับเยอรมนีเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี จนเมื่อปี 2540 ไทยเสียเปรียบดุลการค้าต่อเยอรมนีลดลง เนื่องจากการเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและไทยได้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ซึ่งมีผลให้เงินบาทอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินมาร์กเยอรมนี และทำให้การนำเข้าจากเยอรมนีลดลง ในปี 2544 การเสียเปรียบดุลการค้าของ ไทยต่อเยอรมนีได้เพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับปี 2540 ควบคู่ไปกับปริมาณการค้าที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามในปี 2545 ปริมาณการค้าและการขาดดุลกับเยอรมนีต่างปรับตัวลดลง ตารางการค้าระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (ล้านบาท) ดังเอกสารแนบ

2. การลงทุน
บริษัทเยอรมนีเข้ามาลงทุนในไทยค่อนข้างน้อย จากสถิติของธนาคารแห่งประเทศไทย เยอรมนีจัดเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 3 ในกลุ่มสหภาพยุโรป โดยมียอดสะสมเงินลงทุนโดยตรงตั้งแต่ปี 2528 ถึงปี 2545 รวมทั้งสิ้น 2,153.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เงินลงทุนโดยตรงส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาเคมีภัณฑ์ และสาขาเครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง ในผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักร อุตสาหกรรมเบา ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และในระยะหลังมีการลงทุนเพิ่มขึ้นในสาขาบริการ
การลงทุนของเยอรมนีผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนระหว่างปี 2528-2545 มีจำนวนทั้งสิ้น 256 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุน 90,475 ล้านบาท เป็นประเทศผู้ลงทุนอันดับสองในกลุ่มสหภาพยุโรปในแง่จำนวนโครงการ และเป็นอันดับสามในแง่เงินลงทุน เป็นที่น่าสังเกตว่าช่วงสามปีที่ผ่านมาปริมาณการลงทุนของเยอรมนีเพิ่มขึ้น และมากกว่าสหราชอาณาจักรที่เป็นผู้ลงทุนอันดับหนึ่งในกลุ่มสหภาพยุโรปมาโดยตลอด
ในปี 2545 เยอรมนีเป็นประเทศผู้ลงทุนอันดับ 8 ของกลุ่มนักลงทุนจากต่างประเทศในประเทศไทย ในแง่เงินลงทุนในโครงการที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนรวม 2,140 ล้านบาท รองจาก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร สหรัฐ สวิตเซอร์แลนด์ สาธารณรัฐเกาหลี และไต้หวัน
โดยทั่วไปแล้ว บริษัทเยอรมนีเข้ามาลงทุนในเอเชียค่อนข้างน้อย การลงทุนโดยตรง
ส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสหภาพยุโรปด้วยกัน (ประมาณร้อยละ 50) และสหรัฐ (ร้อยละ 28) นอกจากนั้น ระยะหลังบริษัทเยอรมนีสนใจลงทุนในตลาด
ยุโรปตะวันออกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เยอรมนีเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างมาก และได้มีการกำหนดนโยบายในเชิงรุกต่อเอเชียโดยเน้นการสนับสนุนให้ภาคเอกชน ขนาดเล็กและกลางของเยอรมนีมาลงทุนในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะ จีน ทั้งนี้ แม้ในช่วงที่ภูมิภาคเอเชียต้องประสบกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
รัฐบาลเยอรมนียังคงส่งเสริมและผลักดันให้ภาคเอกชน เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนเยอรมนีน้อย คือ ตลาดภายในประเทศของไทยมีขนาดค่อนข้างเล็ก ทำให้ไม่คุ้มทุนหากจะต้องมีการลงทุนเป็นมูลค่าสูง ซึ่งในเรื่องนี้ไทยได้ให้ความสำคัญ โดยได้พยายามให้มีการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area - AFTA) ให้ได้ตามที่กำหนดไว้ เพราะจะทำให้การลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากมีตลาดที่ใหญ่เพียงพอมารองรับ

3. ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและความช่วยเหลือ
ตั้งแต่ปี 2501 ถึงปัจจุบัน เยอรมนีให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ไทยคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 568 ล้านมาร์กเยอรมนี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต โดยเน้นการพัฒนาที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดศักยภาพในการพึ่งพาตนเองของไทย และอยู่บนพื้นฐานของหลักการที่มุ่งพัฒนาคน การทำงานร่วมกันของกลุ่มต่างๆ ในสังคม การส่งเสริมการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลยั่งยืนในระยะยาว โดยความร่วมมืออยู่บนพื้นฐานของการเป็นหุ้นส่วน ที่อยู่ในรูปของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้คำแนะนำปรึกษา การฝึกอบรมและวัสดุอุปกรณ์แทนการให้ในรูปของตัวเงิน แต่อย่างไรก็ดี รัฐบาลเยอรมนีได้ลดมูลค่าความช่วยเหลือที่ให้แก่ไทยลงมาก เนื่องจากรัฐบาลเยอรมนีได้จัดไทยให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้า ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากแล้ว และต้องการให้รัฐบาลไทยเข้ามามีส่วนรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายในโครงการความร่วมมือ ระหว่างประเทศทั้งสองมากขึ้น โดยจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศคู่ร่วมมือ (partner countries) ที่มีความร่วมมือในสาขา การปฏิรูปเศรษฐกิจและการพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ใช้กลไกตลาด โดยจะดำเนินการตามแนวทาง 2 แผนงานหลัก คือ 1) การปรับปรุงการให้บริการและสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Improving Services and Business Environment for SMEs) และ 2) การส่งเสริมอุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศ (Stimulating Eco-efficiency of Industry) มีกำหนดระยะเวลาประมาณ 8-10 ปี (2545-2552 หรือ 2554) โดยในช่วงปี 2544-2545 รัฐบาลเยอรมนีได้ผูกพันวงเงินงบประมาณ 8.2 ล้านมาร์กเยอรมนี นอกจากนี้ ไทยและเยอรมนียังได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการ 3 ฝ่าย เพื่อช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านของไทย
4. คณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจไทย-เยอรมนี
ไทยและเยอรมนีได้เห็นชอบในหลักการให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจไทย-เยอรมนี เมื่อปี 2543 -2544 และได้ดำเนินการร่วมกันจนสามารถจัดการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2546
หัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย ได้แก่รองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ส่วนหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายเยอรมนี ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและแรงงาน (นาย Wolfgang Clement)
รูปแบบของคณะกรรมการร่วมฯ เป็นการผสมผสานระหว่างผู้นำระดับสูงภาครัฐบาลและภาคเอกชน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจัดตั้งคณะกรรมการร่วมฯ โดยมีผู้แทนจากภาคเอกชนเป็นรองประธานและกรรมการอยู่ด้วย
วัตถุประสงค์ที่สำคัญของการประชุม
1. เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในทุกด้าน และเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างภาครัฐบาลและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ ในสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญที่มีความสนใจร่วมกัน
2. เพื่อขยายการลงทุนของเยอรมนีในประเทศไทยและส่งเสริมให้เยอรมนีใช้ประเทศไทย เป็นฐานและเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมและธุรกิจของเยอรมนีในภูมิภาคเอเชีย-ตะวันออกเฉียงใต้
3. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับทราบนโยบายเศรษฐกิจซึ่งกันและกัน โดยในการคณะกรรมการร่วมฯ จะมีประชุมเต็มคณะและการประชุมคณะทำงาน ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการร่วมฯ ครั้งที่ 1 ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องให้มีการประชุมคณะทำงาน2 คณะ คือ 1) คณะทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี และ 2) คณะทำงานด้าน SMEs เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม การค้า และการลงทุน
ความตกลง
1. สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ลงนามครั้งแรก 13 ธันวาคม 2504 ลงนามครั้งล่าสุด หลังจากเจรจาใหม่ 24 มิถุนายน 2545)
2. ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ (ลงนาม 5 มีนาคม 2505)
3. ความตกลงว่าด้วยการหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และทุน (ลงนาม 10 กรกฎาคม 2510 มีผลบังคับใช้ 4 พฤศจิกายน 2511)
4. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ (ลงนาม 17 กุมภาพันธ์ 2513)
5. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม (ลงนาม 24 มีนาคม 2526 มีผลบังคับใช้ 25 กรกฎาคม 2527)
6. สนธิสัญญาโอนตัวนักโทษไทย-เยอรมนี (ลงนาม 26 พฤษภาคม 2536)
7. ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางทะเล (ลงนาม 31 กรกฎาคม 2544)
8. สนธิสัญญาเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน (ฉบับใหม่ ลงนามเมื่อ 24 มิถุนายน 2545 กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการให้มีผลบังคับใชั)
9. บันทึกความเข้าใจจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจไทย-เยอรมนี (ลงนาม 31 มีนาคม 2546)
10. ความตกลงว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นไทย-เยอรมนี (ดำเนินการส่งหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างกันแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2546)
การแลกเปลี่ยนการเยือน
- นาย Richard von Weizsaecker ประธานาธิบดีเยอรมนีเดินทางมาเยือนไทยระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2536
- ฯพณฯ น.ต. ประสงค์ สุ่นศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนเยอรมนีอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2537 และเป็นการไปเยือนครั้งแรกภายหลังการรวมประเทศเยอรมนี
- ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 8-10มีนาคม 2538 ตามคำเชิญของนาย Helmut Kohl นายกรัฐมนตรีเยอรมนี
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่21-24 พฤษภาคม 2538 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเยอรมนีอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 12-21 พฤศจิกายน 2538
- นาย Helmut Kohl นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเดินทางมาเข้าร่วมประชุมเอเชีย-ยุโรปที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 1-2 มีนาคม 2539
- นาย Matthias Wissmann รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของเยอรมนี เยือนไทยตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของไทย ระหว่างวันที่ 24-28 ตุลาคม 2539
- นาย Carl-Dieter Spranger รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของเยอรมนี เยือนไทยโดยเป็นแขกของกระทรวงการต่างประเทศไทยระหว่างวันที่ 18-20 มกราคม 2540
- นาย Erwin Teufel นายกรัฐมนตรีรัฐบาเด็น-วือร์เต็มแบร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีนำคณะนักธุรกิจมาเยือนไทย ระหว่าง 2-5 มีนาคม 2540
- สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนรัฐแซกโซนีและรัฐบาวาเรียระหว่างวันที่ 9-13 เมษายน 2540
- นาย Klaus Kinkel รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี เยือนไทยอย่างเป็นทางการโดยเป็นแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม 2540
- Dr. Werner Hoyer รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี เยือนไทยระหว่างวันที่ 19-21 ธันวาคม 2540
- Dr. Theodor Waigel รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเยอรมนี เยือนไทย ระหว่างวันที่19-20 กุมภาพันธ์ 2541
- ฯพณฯ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เยือนเยอรมนีระหว่างวันที่ 7-12 พฤษภาคม 2541
- Dr.Walter Doering รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของรัฐบาลบาเด็น-วือร์เต็มแบร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เยือนไทย ระหว่างวันที่ 15-18พฤศจิกายน 2541
- ฯพณฯ นายพิชัย รัตตกุล รองนายกรัฐมนตรี เยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 2-4มิถุนายน 2541
- Dr. Werner Hoyer รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีเยือนไทยระหว่างวันที่ 23-27 กรกฎาคม 2541
- ฯพณฯ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนเยอรมนีระหว่างวันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ 2542
- ฯพณฯ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนรัฐแซกโซนีและรัฐบาวาเรีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม - 2เมษายน 2542
- ฯพณฯ นายศุภชัย พาณิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางเยือนเยอรมนีระหว่างวันที่ 12-14 เมษายน 2542
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนรัฐบาวาเรียและรัฐแซกโซนี ระหว่างวันที่ 13-18 เมษายน 2542
- Dr. Wolfgang Vehse ปลัดกระทรวงเศรษฐกิจ รัฐแซกโซนี นำคณะผู้แทนทางการค้าจากรัฐแซกโซนีเยือนไทย ระหว่างวันที่ 20-23 เมษายน 2542
- ฯพณฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักรัฐมนตรี นำคณะจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเยือนเยอรมนี เพื่อจัดประชุมสัมมนาเผยแพร่การลงทุนระหว่างวันที่28 เมษายน - 3 พฤษภาคม 2542
- ฯพณฯ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะ เดินทางเยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 10-11 พฤษภาคม 2542
- ฯพณฯ นางปวีณา หงสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมและคณะ เดินทางเยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 13-15 มิถุนายน 2542
- ฯพณฯ นายพิสิฐ ลี้อาธรรม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 5-10 ตุลาคม 2542 เพื่อเข้าร่วมงาน Gala Dinner ส่งเสริมการลงทุนไทย ที่กรุงเบอร์ลิน
- ฯพณฯ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เดินทาง ไปประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซมครั้งที่ 2 (Second ASEM Economic Ministers’ Meeting)ณ กรุงเบอร์ลิน ระหว่างวันที่ 9-10 ตุลาคม 2542
- Dr. Ludger Volmer รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม 2542
- ฯพณฯ นายวิชัย ตันศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะ เดินทางเยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 23-29 ตุลาคม 2542
- ฯพณฯ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะ เดินทางเยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 27-31 ตุลาคม 2542
- นาย Siegmar Mosdorf รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเยอรมนี เยือนไทย ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2543 เพื่อเข้าร่วมการประชุมUNCTAD X ที่กรุงเทพฯ
- ฯพณฯ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 2-3 มีนาคม 2543
- นาย Hans Spitzner รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ คมนาคม และเทคโนโลยีแห่งรัฐบาวาเรีย เยือนไทย ระหว่างวันที่ 8-11 มีนาคม 2543
- Dr. Werner Mueller รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเยอรมนี นำคณะเจ้าหน้าที่ภาครัฐบาล นักธุรกิจภาคเอกชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสื่อมวลชนเยอรมนี เยือนไทย ระหว่างวันที่ 25-28 พฤษภาคม 2543
- นาย Joschka Fischer รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 14-15 กรกฎาคม 2543
- ฯพณฯ นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เดินทางเยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 10-14 สิงหาคม 2543
- ฯพณฯ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวด-ล้อม เดินทางเยือนสวิตเซอร์แลนด์และเยอรมนี ระหว่างวันที่ 10-17 สิงหาคม 2543
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่14-29 สิงหาคม 2543
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเยอรมนีเพื่อทรงงานด้านการวิจัย ระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 18 ตุลาคม 2543
- Dr. Peter Struck สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนี และหัวหน้ากลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนีของพรรค Social Democratic Party (SPD) เยือนไทย ระหว่างวันที่ 3-5 ตุลาคม 2543
- ฯพณฯ นายปองพล อดิเรกสาร รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 4-6 มิถุนายน 2544
- นายกันตธีร์ ศุภมงคล ผู้แทนทางการค้าของไทย เดินทางเยือนเยอรมนีระหว่างวันที่24 กันยายน 2544 - 1 ตุลาคม 2544
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่
19 กุมภาพันธ์ – 22 มีนาคม 2545
- นายกันตธีร์ ศุภมงคล ผู้แทนทางการค้าของไทย เดินทางเยือนเยอรมนีระหว่างวันที่ 20 - 28 กุมภาพันธ์ 2545
- ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาเสด็จร่วมงาน Berlin ITB 2002 ระหว่าง 17-21 มีนาคม 2545
- นาย Johannes Rau ประธานาธิบดีเยอรมนี และภริยา เยือนไทยอย่างเป็นทางการโดยเป็นแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 24-27 มิถุนายน 2545
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 18 – 23 สิงหาคม 2545
- ฯพณฯ นายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยือนเยอรมนีเพื่อร่วมงาน Fruit Logistica 2003 และ Green Week ณ กรุงเบอร์ลิน ระหว่าง 15-17 มกราคม 2546
- ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาเสด็จร่วมงาน Berlin ITB 2003 พร้อมด้วย
- ฯพณฯ นายสนธยา คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระหว่าง 7-12 มีนาคม 2546
- ฯพณฯ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และฯพณฯ นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเยือนเยอรมนีเพื่อร่วมงาน CeBit 2003 ระหว่างวันที่ 12-16 มีนาคม 2546
- นาย Wolfgang Clement รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนีเดินทางมาเยือนไทยพร้อมคณะ นักธุรกิจเยอรมนีเพื่อเป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจไทย-เยอรมนี ระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคม 2546
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 5 – 11 เมษายน 2546
- สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2546
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 15-20 สิงหาคม 2546

สิงหาคม 2546

เอกสารแนบ

เรียบเรียงโดย กองยุโรป 1 กรมยุโรป โทร. 0 2643 5145 Fax. 0 2643 5146 E-mail : european02@mfa.go.th

ข้อมูลนี้ คัดลอกมาจากเวบของกระทรวงการต่างประเทศ หากท่านต้องการข้อมูลที่อัพเดท สามารถเข้าชมได้ที่เวบไซต์ของ กระทรวงการต่างประเทศครับ

Bookmark and Share
SPONSOR
เรือสำราญ
 
  • ยุโรป
  • อเมริกา
  • เอเชีย
  • แอฟริกา
  • อเมริกาใต้
  • ออสเตรเลีย
  • ตะวันออกกลาง
  •  
    สาระน่ารู้ก่อนเดินทาง
    e-passport
    การขอหนังสือเดินทาง
    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
    คำนวณอัตราแลกเปลียน
    ข้อฎิบัติ กรมศุลกากร
    เชงเก้น วีซ่า
    สายการบินโอเรียนต์ไทย
    สายการบิน นกแอร์
    ต่างประเทศ ขาเข้า
    ต่างประเทศ ขาออก
    ตารางบินขาเข้า
    ตารางบิน ขาออก
    เชคเที่ยวบินทั่วโลก
    Check Your Trip
    บ้านพักเยาวชน
    YHA อังกฤษ
    YHA อเมริกา
    YHA ออสเตรเลีย
    YHA สวิส
    YHA ญี่ปุ่น
    YHA ฝรั่งเศส
    โฮสเทล ทั่วโลก
    โฮสเทล ยุโรป
    ติดต่อทำบัตรเยาวชน
    โทร 026287413-5
    เว็บไซต์สายการบิน
    เว็บไซต์สถานทูตในไทย
    เว็บไซต์รถเช่า
    ทีวีช่อง 3
    ทีวีช่อง 5
    ทีวีช่อง 7
    ทีวีช่อง 9
    Thai PBS
    ฟังวิทยุ FM88
    ฟังวิทยุ FM89
    ฟังวิทยุ Sweet FM
    ฟังวิทยุ HotWave
    ฟังวิทยุ Cool 93
    ฟังวิทยุ FM95
    ฟังวิทยุ 95.5
    ฟังวิทยุ จส100
    Major Cineplex
    SF Cinema
    Esplanade Cineplex
    Livescore
    Siam Sport


    ร้านอาหารไทยในบอสตัน

    VZ English version


    บริษัท วาเคชั่นโซน จำกัด ทะเบียนการค้าเลขที่ (3)362/2544 ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ 71004030001090
    ติดต่อทีมงานโทร.0897990051 Copyright 2001 Vacation Zone Co., Ltd. All Rights Reserved
    เพื่อนบ้านวันหยุด ชมเว็บไซต์เพื่อนบ้าน ติดต่อแลกลิงค์ คลิกที่นี่ครับ