Bookmark and Share
 
จองโรงแรมออนไลน์
  
 
จองผ่าน Octopus
 
จองผ่าน GTA-Travel
 
จองผ่าน Agoda.Co.th
 
จองโรงแรมในประเทศไทย
จองโฮสเทล Hostel
ขั้นตอนการโพสต์รูป
จองตั๋วเครื่องบิน
 
จองตั๋วเครื่องบินด้วยตัวเอง
ตรวจสอบการจองตั๋ว
ประกันการเดินทาง
IAG ออนไลน์ (NZI)
กรุงเทพประกันภัย
ทิพยประกันภัย
Chartis
Mondial Assistance
ACE Insurance
บูพา ประกันสุขภาพ
เมนูโซน
 
รับทำผ้าบาติก
วีซ่าแคนาดา
ตั๋วรถไฟในยุโรป
ข้อมูลยอดเขา จุงฟราว
เรือสำราญ รอยัล แคริบเบียน
ขั้นตอนการส่งภาพเข้าประกวด
ประเภทของ ตั๋วรถไฟในยุโรป
การขอวีซ่าประเทศต่างๆ
7 สิ่งมหัศจรรย์
วันสงกรานต์
วีซ่า อังกฤษ
วีซ่า อเมริกา
วันวาเลนไทน์
วันพ่อแห่งชาติ
พรบ คอมพิวเตอร์
การบินไทย
อัตราแลกเปลี่ยน
บัตรโทรศัพท์ iSIM
บัตรโทรศัพท์ iTalk
ออกแบบเวบท่องเที่ยว
สถานทูตไทยในต่างประเทศ
VZ Agencies Pluz
Wall Paper
ททท
องค์การส่งเสริมท่องเที่ยว

 ทวีปเอเซีย
 ทวีปออสเตรเลีย
 ทวีปยุโรป
 ทวีปแอฟริกา
 การขอวีซ่า ประเทศแถบแอฟริกา
 ทวีปอเมริกาใต้
 ข้อมูลท่องเที่ยว
 สถานที่ท่องเที่ยว
 บริษัทท่องเที่ยว
 ภาพถ่ายในต่างแดน
 ประกันการเดินทาง
 โหวตสายการบิน
 โหวตบริษัทท่องเที่ยว
อ่านบทสัมภาษณ์คุณ ริน
อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ จิ๋น
อ่านบทสัมภาษณ์ คุณ Ham&Cheese
อ่านบทสัมภาษณ์ คุณ ติ๊ก
 My Vienna
(คุณ ริน)
 ออสเตรีย เยอรมัน
(คุณแนท)
 สวิตเซอร์แลนด์
(คุณ Sak)
 ย่ำเกาหลี 7 วัน
(คุณสิงหา)
 Europe Romance
(คุณ จิ-นดา)
ผ้าบาติกสินค้าฝีมือคนไทย
รับซ่อมเครื่องหนัง
ความคิดเห็นของผู้ชมเวบ
ภาพสถานที่ท่องเที่ยว




ร้านอาหารไทยในบอสตัน

 






รัสเซีย
รัสเซีย
"คลิ๊กที่เดียว เที่ยวทั่วโลก"

ในหน้านี้จะรวมทุกอย่าง เกี่ยวกับประเทศ รัสเซีย เชิญชมครับ

- ท่านที่ต้องการไปเที่ยวรัสเซีย ชมรายการทัวร์ได้แล้ว ครับ
- เที่ยวรัสเซีย ยกมือ ลงชื่อที่นี่
-
ระเบียบ การขอวีซ่าเข้าปรเทศ รัสเซีย
ขายของที่ระลึก จากรัสเซีย
สถานทูต รัสเซีย ประจำประเทศไทย
กระทู้ภาพถ่าย รัสเซีย
มอสโคว์ รัสเซีย 12-19 เมษายน 2547 nakoon 28/Apr/2004
เอารูปจาก รัสเซียมาฝากครับ 12-19 เมษายน 2547 nakoon 22/Apr/2004

เรือรบ ออโรร่า ในเมือง เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

วิหาร เซนต์บาซิล ที่จตุรัสแดง

วิหาร เซนต์ ไอแซค ที่ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

จตุรัสแดงข้าง พระราชวังเครมลิน

พิพิธภัณฑ์ ทางประวัติศาสตร์ ที่จตุรัสแดง
สมาชิกท่านใด มีรูปถ่ายจากประเทศ รัสเซีย ก็ส่งมา ร่วมสนุกกันได้นะครับ
สหพันธรัฐรัสเซีย
Russian Federation
ข้อมูลทั่วไป
พื้นที่ รัสเซียมีพื้นที่ 17,075,400 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม ทั้งทวีปยุโรปและเอเชีย โดยมีเทือกเขาอูราล เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างทั้งสองทวีป ความยาวจากด้านตะวันออกจรดตะวันตก 9,000 กิโลเมตรและจากด้านเหนือจรดใต้ยา 4,000 กิโลเมตร

ประชากร 143.9 ล้านคน (มกราคม 2545)

เมืองสำคัญ
เมืองหลวง : กรุงมอสโก มีประชากร 9 ล้านคน
ส่วนเมืองใหญ่อื่น ๆ ได้แก่
- เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีประชากร 5 ล้านคน
- โนโวสิเบียรสก์ มีประชากร 1.4 ล้านคน
- นิชนีย์ โนฟโกรอด มีประชากร 1.3 ล้านคน
- เยคาทารินเบิร์ก มีประชากร 1.3 ล้านคน

ศาสนา คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ นับถือในกลุ่มชาวรัสเซียส่วนชนกลุ่มน้อยอื่นๆ มีทั้งที่นับถืออิสลาม และพุทธศาสนานิกายมหายาน

เชื้อชาติ ร้อยละ 81 เป็นชาวรัสเซีย ที่เหลือเป็นชนชาติอื่นเช่น ตาตาร์ ยูเครน เบลารุส เยอรมัน ยิว อาร์เมเนีย และคาซัค

ภาษา รัสเซีย

สกุลเงิน รูเบิล (rouble)
1 USD = RUB 31.54317 ( ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2545)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 286.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ค.ศ. 2001)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 1,975 ดอลลาร์สหรัฐ (ค.ศ. 2001)

วันชาติ 12 มิถุนายน

ประมุข
ประธานาธิบดีนาย Vladimir Putin
นายกรัฐมนตรีนาย Mikhail Kasyanov
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนาย Igor S. Ivanov
การเมืองการปกครอง
ค.ศ. 1917
ในปี ค.ศ. 1917 (ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ค.ศ. 1914-1918) จักรวรรดิ รัสเซียถูกโค่นล้มลง โดยกลุ่มบอลเชวิกภายใต้การนำของเลนิน ได้เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น Russian Soviet Federative Socialist Republic หรือสหพันธรัฐรัสเซีย (Russian Federation) พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาแก่รัฐต่าง ๆ ในจักรวรรดิรัสเซียเดิมในการให้สิทธิปกครองตนเอง แต่ผู้นำ สหพันธรัฐรัสเซียก็ไม่ได้รักษาคำมั่นสัญญาดังกล่าว และได้เข้ายึดครองรัฐต่าง ๆ ที่ขัดขวางด้วยกำลัง และไดัจัดตั้งสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (Union of Soviet Socialist Republic : USSR) หรือสหภาพโซเวียต (Soviet Union) ขึ้นในปี ค.ศ. 1922 โดยมีสาธารณรัฐรัสเซียเป็นแกนนำ

สหภาพโซเวียตตกอยู่ภายใต้การบริหารของพรรคคอมมิวนิสต์ โดยเน้นการบริหารและการวางแผนจากส่วนกลาง ซึ่งในช่วงของสตาลินได้มีการบังคับใช้แรงงานในค่ายกักกันอันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตนับล้าน ๆ คน ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และในช่วงของสงครามเย็นที่สหภาพโซเวียตพยายามแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาในการที่จะเป็นผู้นำทางอุดมการณ์และอาวุธ ความล้มเหลวของระบอบคอมมิวนิสต์ในอันที่จะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายอย่างเท่าเทียมกัน ก็ได้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษที่ 80 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนและกลุ่มแรงงานออกมาเรียกร้องและต่อต้านรัฐบาลมากขึ้นและรุนแรงขึ้น และแม้ว่านาย Mikail Gorbachev ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียตจะพยายามกำหนดแผนการปรับปรุงต่าง ๆ แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งพลังเรียกร้องและต่อต้านของประชาชนได้อันทำให้สหภาพโซเวียตต้องล่มสลายลงในปี ค.ศ. 1991

ค.ศ. 1991
สหภาพโซเวียตได้แตกออกเป็นรัฐอิสระ 15 รัฐ ซึ่งในเวลาต่อมาสหพันธรัฐรัสเซียและรัฐอิสระอีก 11 รัฐ (ยกเว้นรัฐบอลติก 3 รัฐ) ได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States : CIS)

ระบบการปกครองปัจจุบัน
รูปแบบ สหพันธรัฐ (Federation) มีประธานาธิบดีเป็นประมุขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐรัสเซียซึ่งได้รับความเห็นชอบ โดยประชามติ (referendum) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1993 ได้สร้างระบบประธานาธิบดี โดยได้มอบอำนาจบริหารอย่างกว้างขวางให้แก่ประธานาธิบดี เช่น เป็นผู้นำกองทัพและคณะมนตรีความมั่นคง เป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี (ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาดูมา :Duma) ข้าราชการระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารชาติ และประธานศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีรัสเซียยังสามารถยุบสภาดูมา หากสภาดูมาไม่ให้ความเห็นชอบต่อการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในครั้งที่ 3 หรือสภาดูมาได้ลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจรัฐบาลติดต่อกัน 2 ครั้งในช่วงเวลา 3 เดือน ประธานาธิบดีจะอยู่ในตำแหน่งวาระ 4 ปี และโดยที่รัฐธรรมนูญรัสเซียไม่ได้กำหนดตำแหน่งรองประธานาธิบดี ในกรณีที่ประธานาธิบดีเสียชีวิตหรือไม่สามารถจะบริหารประเทศได้ นายกรัฐมนตรีจะรักษาการแทนและจะต้องจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีภายใน 3 เดือนหลังจากนั้น

การแบ่งส่วนการปกครอง
ประมุข หัวหน้ารัฐบาล - ประธานาธิบดี
หัวหน้าฝ่ายบริหาร - นายกรัฐมนตรี
นิติบัญญัติ - รัฐสภาประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาสูงหรือสภาสหพันธรัฐ (Federation Council) ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 178 คน จากเขตการปกครอง 89 เขต (รวมทั้งเขตกรุงมอสโก และนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) เขตละ 2 คน และสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาดูมาซึ่งมีผู้แทนจำนวน 450 คน
ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รัฐสภารัสเซียมีบทบาทและอำนาจค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบ กับอำนาจของประธานาธิบดี และสมาชิกรัฐสภาจะอยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี

ระบบตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลสูง ศาลสูงแห่งอนุญาโตตุลาการ และสำนักงานอัยการสูงสุด
ระบบพรรคการเมือง ระบบหลายพรรค ในการเลือกตั้งสภาดูมาปลายปี 2542 ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดพรรคการเมืองใหม่ๆ ขึ้น ปัจจุบันพรรคการ

เมืองที่สำคัญ ได้แก่
พรรคคอมมิวนิสต์
พรรค Fatherland-All Russia
พรรค Union of Right Forces
พรรค Unity
พรรค Yabloko กลุ่มขวาจัดของนาย Zhirinovskiy’ Bloc
พรรค Our Home is Russia พรรค Women of Russia

ระบบการปกครองท้องถิ่น หน่วยปกครอง 89 แห่ง แบ่งออกเป็น 21 สาธารณรัฐ 6 มณฑล 49 จังหวัด สาธารณรัฐปกครองตนเอง 11 แห่งและ Federal City 2 แห่ง (มอสโกและเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก)

สถานการณ์การเมืองภายใน
หลัง ค.ศ. 1991
ภายหลังการแตกสลายของสหภาพโซเวียต นาย Boris Yeltsin ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1991 ได้กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหพันธรัฐรัสเซียใหม่ ซึ่งในช่วงสองปีแรก การเมืองภายในของรัสเซียขาดเสถียรภาพอย่างรุนแรง เนื่องจากการปรับเปลี่ยนแนวนโยบายทางเศรษฐกิจเป็นแบบตลาดเสรี ถูกขัดขวางจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมฝ่ายซ้าย และการแก่งแย่งอำนาจระหว่างกลุ่มชาตินิยมอันเกิดจากความไม่ชัดเจนของระบอบการปกครอง ความปันป่วนทางการเมืองได้รุนแรงขึ้นถึงขั้นใช้กำลังอาวุธ แต่ประธานาธิบดี Yeltsin ก็สามารถขัดขวางความพยายามก่อรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1993 ได้สำเร็จ ซึ่งทำให้ประธานาธิบดีสามารถกุมอำนาจได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการยอมรับรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1993

การเลือกตั้งสมาชิกสภาดูมาจำนวน 450 คน ครั้งแรกได้มีขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1993 ซึ่งคะแนนเสียงกระจายในพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก แต่ก็สามารถแบ่งได้เป็น 2 ค่ายใหญ่ ๆ เท่าเทียมกัน กล่าวคือกลุ่มชาตินิยม และฝ่ายซ้ายที่คัดค้านรัฐบาล และฝ่ายเสรีประชาธิปไตยและอื่นๆ ที่สนับสนุนรัฐบาล และต่อมาอีก 2 ปี ก็ได้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1995 ซึ่งในครั้งนี้พรรคคอมมิวนิสต์ (Communist Party of the Russian Federation : CPRF) ได้คะแนนเสียงมากที่สุด และเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 157 ที่นั่ง ซึ่งสูงกว่าที่คาดหมายไว้ ในขณะที่พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democrat Party : LDP) ได้เสียงเพียง 57 ที่นั่ง และพรรครัฐบาล (Our Home is Russia : OHR) ซึ่งมีนาย Victor Chernomyrdin นายกรัฐมนตรีรัสเซีย (ธันวาคม ค.ศ. 1992 - มีนาคม 1998) เป็นผู้นำ ได้คะแนนเสียง 55 ที่นั่ง ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้

แม้ว่าประธานาธิบดี Yeltsin จะมีเสียงข้างน้อยในสภาดูมา แต่ประธานาธิบดี Yeltsin ก็ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหนึ่ง โดยต้องมีการลงคะแนนเสียงถึง 2 รอบในวันที่ 16 มิถุนายน และ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1996 ชัยชนะดังกล่าวทำให้รัฐบาลรัสเซียสามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจโดยใช้กลไกตลาดได้ต่อไป

ปัจจุบัน
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 จนถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาดูมาเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1999 สถานการณ์การเมืองภายในถูกครอบงำด้วยความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีเยลต์ซิน ผู้กุมอำนาจปกครองประเทศและสนับสนุนการปฏิรูปทางการเมืองและระบบเศรษฐกิจ กับสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาดูมา ซึ่งมีพรรคอมมิวนิสต์ครองที่นั่งมากที่สุดอยู่ ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาล แต่ในการเลือกตั้งสภาดูมาครั้งล่าสุดนี้ โฉมหน้าการเมืองภายในรัสเซียได้เปลี่ยนแปลงไป เริ่มจากการที่พรรคฝ่ายกลางและขวาได้รับเลือกตั้งในสภาดูมาเป็นจำนวนมาก และแม้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะได้รับคะแนนเสียงสูงสุด แต่พรรคที่สนับสนุนรัฐบาลได้รับคะแนนเสียงรองลงมาเป็นที่สองด้วยคะแนนเสียงที่มิได้แตกต่างจากกันนัก ทำให้สภาดูมาชุดใหม่เปลี่ยนดุลอำนาจมาอยู่ที่พรรคการเมืองฝ่ายกลางและขวาเหล่านี้แทน นอกจากนี้ การลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระของประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1999 นับเป็นการเดินหมากทางการเมืองของอดีต ประธานาธิบดีเยลต์ซินเพื่อถ่ายทอดอำนาจให้แก่นายวลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรี เหตุการณ์ทางการเมืองภายในสหพันธรัฐรัสเซียที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
รัสเซียได้เปลี่ยนแปลงรัฐบาลถึง 4 ครั้งภายในช่วงเวลา 17 เดือน นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 โดยปลดนายกรัฐมนตรี Viktor Chernomyrdin ซึ่งอยู่ในตำแหน่งนี้ตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 1992 ออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1998 และได้แต่งตั้งนาย Sergei Kiriyenko วัย 35 ปี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานในรัฐบาลที่ถูกปลดเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาประธานาธิบดี Yeltsin ได้สั่งใหัรัฐบาลของนาย Kiriyenko ลาออกเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1998 หลังจากที่ได้บริหารประเทศเพียง 4 เดือน และได้เสนอชื่อนาย Victor Chernomyrdin เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อให้สภาดูมาลงมติให้การรับรอง แต่ก็ได้รับการคัดค้านถึงสองครั้ง ในที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าระหว่างกัน ประธานาธิบดี Yeltsin ได้ตัดสินใจเสนอชื่อนาย Yevgeny Primakov เป็นนายกรัฐมนตรีแทนนาย Primakov เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ในรัฐบาลชุดก่อน และอดีตเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองของรัสเซีย (KGB) ระหว่างปี ค.ศ. 1991-1995 จึงเป็นที่ยอมรับของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคคอมมิวนิสต์ นายพรีมาคอฟนับเป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมสูง ขณะที่ความนิยมในตัวประธานาธิบดีเยลต์ซินลดลงเป็นลำดับ จึงทำให้ประธานาธิบดีเยลต์ซินไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีพรีมาคอฟและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั้งสองเสื่อมลง จนกระทั่งประธานาธิบดีเยลต์ซินมีคำสั่งปลดนายกรัฐมนตรีพรีมาคอฟเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 1999 ก่อนหน้ากำหนดวันที่สภาดูมาจะทำการ impeachment ประธานาธิบดีเพียง 1 วัน และได้แต่งตั้งนาย Sergei Stepashin รองนายกรัฐมนตรี คนที่ 1 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลชุดก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี นาย Stepashin เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่เกือบ 3 เดือนจนกระทั่งถูกสั่งปลดออกจากตำแหน่งเมื่อวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1999 และประธานาธิบดีเยลต์ซินได้แต่งตั้งนาย Vladimir Putin ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (Federal Security Service หรือองค์การ KGB เดิมในสมัยสหภาพโซเวียต ) และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติให้รักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งสภาดูมาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบการเสนอแต่งตั้งในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1999 และต่อมานายปูตินได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีรัสเซีย ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2000

2. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สภาดูมา)
สภาดูมาของรัสเซียมีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 450 ที่นั่ง วาระการทำงาน 4 ปี มาจากการเลือกตั้ง 2 รูปแบบคือ การเลือกตั้งแบบระบบพรรค party list vote จำนวน 225 ที่นั่ง และการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (single mandate vote) จำนวน 225 ที่นั่ง แม้ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะมีความสำคัญในการกำหนดอนาคตประเทศรัสเซียมากกว่า แต่องค์ประกอบของพรรคการเมืองในสภาดูมาจะบ่งชี้ให้เห็นถึงเสถียรภาพของการเมืองภายใน แนวการบริหารงานของประธานาธิบดี และนโยบายของรัฐบาล

สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาดูมาซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1999 นั้น
ปรากฏผล ดังนี้
- การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจำนวน 225 ที่นั่ง :
Independents/Unknown 106 ที่นั่ง
Communist Party 46 ที่นั่ง
Fatherland-All Russia 30 ที่นั่ง
Unity 8 ที่นั่ง
Our Home is Russia 7 ที่นั่ง
Yabloko 4 ที่นั่ง
Union of Right-wing Forces 5 ที่นั่ง
พรรคอื่นๆ 9 ที่นั่ง

ในจำนวนนี้อดีตนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย 4 ท่านคือนาย Viktor Chernomyrdin นาย Yevgeny Primakov นาย Sergei Kiriyenko และนาย Sergei Stepashin
ได้รับเลือกด้วย

สำหรับผลการเลือกตั้งแบบ party list นั้น พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงเกินร้อยละ 5 ของจำนวนผู้มาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้รับการแบ่งสัดส่วนสมาชิกสภาดูมาจำนวน 225 ที่นั่ง ดังนี้
- พรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียนำโดยนาย Gennady Zyuganov ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดร้อยละ 24.29 ได้รับที่นั่งในสภา 67 ที่นั่ง
- พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนสูงเป็นที่สองคือพรรค Unity หรือพรรค Yedinvisto นำโดยนาย Sergei Shoigu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงภัยพิบัติและสภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลและประธานาธิบดีเยลต์ซิน ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 23.32 ได้ที่นั่งในสภา 64 ที่นั่ง
- ลำดับที่สามคือพรรค Fatherland-All Russia ซึ่งตั้งขึ้นใหม่โดยนาย Yuri Luzhkov นายกเทศมนตรีกรุงมอสโกและนาย Yevgeny Primakov อดีตนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 13.33 ได้ที่นั่งประมาณ 37 ที่นั่ง
- ลำดับที่สี่คือพรรค Union of Right Wing Forces ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นใหม่โดยนาย Sergei Kiriyenko อดีตนายกรัฐมนตรีของรัสเซียและนาย Boris Nemtsov อดีตผู้ว่าการเมือง Nizhny Novgorod และอดีตรองนายกรัฐมนตรี คนที่ 1 ซึ่งดูแลงานด้าเศรษฐกิจ ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 8.52 ได้รับสัดส่วนที่นั่งในสภา 24 ที่นั่ง
- ลำดับที่ห้าคือกลุ่มการเมืองของนาย Vladimir Zhirinovsky (LDPR) ซึ่งเป็นกลุ่มชาตินิยมได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 5.98 ได้รับที่นั่งในสภา 17 ที่นั่ง
- พรรคการเมืองพรรคสุดท้ายที่ได้รับคะแนนเสียงเกินร้อยละ 5 คือพรรค Yabloko ซึ่งเป็นพรรคการเมือง แนวปฏิรูปเอียงขวาของนาย Grigory Yavlinsky ซึ่งได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 5.93 ได้รับสัดส่วนที่นั่งในสภา 16 ที่นั่ง

ข้อสังเกต
- ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาดูมาครั้งนี้มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางทางการเมืองรัสเซียต่อไป โดยเฉพาะต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2000
- การที่พรรคการเมืองสายกลางได้รับคะแนนนิยมสูงจากประชาชน เช่น พรรค Unity พรรค Union of Right-wing Forces พรรค Yabloko และพรรค Fatherland-All Russia จึงทำให้ดุลอำนาจในสภาดูมาเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งเคยมีเสียงข้างมากในสภาดูมามาโดยตลอดนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต ได้สูญเสียอิทธิพลในสภาดูมาให้แก่พรรคการเมืองสายกลางเหล่านี้ ทั้งนี้พรรคคอมมิวนิสต์ได้คะแนนเสียงร้อยละ 24.3 และพรรค Unity ได้คะแนนเสียงร้อยละ 23.2 พรรค Fatherland All Russia ได้คะแนนเสียงร้อยละ 13.1 เมื่อคิดเป็นจำนวนที่นั่งทั้ง 3 พรรคเท่ากับ 113, 72 และ 66 ที่นั่งตามลำดับ จากจำนวนทั้งสิ้น 450 ที่นั่ง
- นักวิเคราะห์เชื่อว่าการที่พรรคคอมมิวนิสต์สูญเสียคะแนนเสียงให้แก่พรรค Unity และ Fatherland All Russia ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการปฏิรูปเศรษฐกิจรัสเซียมากขึ้น และหากพรรคการเมืองสายกลาง เหล่านี้รวมตัวกันแล้วทำให้รัฐบาลสามารถผลักดันเรื่องที่สำคัญๆ ให้ผ่านการพิจารณาของสภาดูมาได้ และนับตั้งแต่รัฐบาลประธานาธิบดีปูตินเข้ารับหน้าที่ รัฐบาลได้เสนอร่างกฎหมายที่สำคัญๆ ให้สภาดูมาพิจารณา ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาแล้ว เช่น กฎหมายภาษีฉบับใหม่ (เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของ IMF) การพิจารณากฎหมายให้บุคคลมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ และการพิจารณาการให้สัตยาบันสนธิสัญญา START II ซึ่งรัสเซียได้ลงนามกับสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ . 1993 เป็นต้น ทั้งนี้ ในช่วงที่ผลการเลือกตั้งสภาดูมาออกมาในรูปนี้ ปรากฏว่าดัชนีตลาดหุ้น RTS Index ของรัสเซียได้พุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 10
- การตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหารในเชชเนียของ นายปูตินมีส่วนทำให้คะแนนนิยมของทั้งนายปูตินและของพรรค Unity สูงขึ้นอย่างมาก จึงคาดว่ารัสเซียจะปฏิบัติการทางทหาร ในเชชเนียต่อไปจนกว่าจะปราบปรามและเข้าควบคุมเชชเนียได้

3. การเลือกตั้งประธานาธิบดี
การเลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซียเดิมกำหนดเป็นวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2000 แต่การที่ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซินลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1999 ทำให้รัสเซียต้องจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีเร็วขึ้น โดยตามรัฐธรรมนูญรัสเซียระบุให้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นภายใน 90 วันหลังจากการลาออกของประธานาธิบดี ซึ่งสภาสูงหรือสภาสหพันธรัฐของรัสเซียได้กำหนดให้วันที่ 26 มีนาคม 2000 เป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดี ในการนี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ จะสังกัดพรรคการเมืองหรืออิสระก็ได้ ผู้ได้รับเลือกตั้งฯ จะต้องได้รับคะแนนเสียงเกินกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนผู้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่หากไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียงเกินกว่าร้อยละ 50 แล้ว ก็จะต้องมีการลงคะแนนเสียงรอบที่สอง (runoff vote) ระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด 2 รายแรก และหากมีผู้ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งน้อยกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งคือ 108 ล้านคนแล้ว ถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ และจะต้องจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งจะต้องมีขึ้นไม่เกิน 4 เดือนหลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้หรือ 3 เดือนหลังจากการประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ส่วนวาระของประธานาธิบดีรัสเซียคือ 4 ปี และเมื่อเข้ารับหน้าที่ ประธานาธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลต่อไป (รัสเซียมีการเลือกตั้งแยกกัน 2 การเลือกตั้ง คือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาดูมาซึ่งจะทำหน้าที่พิจารณา ออกกฎหมายเท่านั้นกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ดังนั้น ประธานาธิบดีจึงมีอำนาจสูงสุดและสามารถจัดตั้งรัฐบาลโดยพิจารณาแต่งตั้งบุคคลได้ตามใจชอบ แต่ในบางกรณีก็พิจารณาแต่งตั้งบุคคลจากพรรคการเมืองใหญ่ๆ เพื่อเป็นการสร้างแนวร่วมในสภาดูมา มิให้ขัดขวางการทำงานของรัฐบาล) การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง และเป็นที่จับตามองของประเทศตะวันตก เนื่องจากจะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองรัสเซียรวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่าง รัสเซียกับประเทศตะวันตกด้วย ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับนาโตในเรื่องโคโซโว ได้ส่งผลให้ความรู้สึกต่อต้านตะวันตกเกิดขึ้นในรัสเซียอีกและ จะกลายเป็นประเด็นในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีนอกเหนือจากปัญหาเชชเนีย

ผลการเลือกตั้ง

ในการสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ มีผู้ลงแข่งขันทั้งสิ้น 11 คน แต่มีผู้อยู่ในข่ายน่าสนใจเพียง 3 คน ได้แก่ นาย Vladimir Putin นาย Gennady Zyuganov หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ และนาย Grigory Yavlinsky หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย Yabloko

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่านายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 52.5 รองลงมาคือนาย Zyuganov ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 29.4 จึงเป็นอันว่านายปูตินได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในการลงคะแนนเสียงรอบแรก ทั้งนี้ มีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 66 โดยผู้ได้รับเลือกตั้งประธานาธิบดีเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับหน้าที่ 30 วันนับจากการประกาศผลอย่างเป็นทางการ คือในวันที่ 7 พฤษภาคม 2000

ข้อสังเกต
นาย Putin ได้ยืนยันท่าทีว่าจะคงการปฏิรูปประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบตลาดต่อไป ขณะเดียวกันก็แสดงท่าทีต่อประเทศตะวันตกว่า ในยุคของเขาจะนำรัสเซียกลับคืนสู่การเป็นมหาอำนาจและ มีบทบาทนำในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ เห็นได้จากการที่เขาปรับความสัมพันธ์กับนาโต ผลักดันให้สภาดูมาให้สัตยาบันสนธิสัญญา START-2 เพื่อเป็นการเอาใจและปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ การเดินทางเยือนอังกฤษเป็นประเทศแรกภายหลังที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ย้ำให้เห็นถึงว่านาย Putin ให้ความสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกเป็นลำดับแรก ทั้งนี้ เพื่อมิให้รัสเซียถูกโดดเดี่ยวออกจากเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกัน การที่ประเทศตะวันตกตอบรับท่าทีดังกล่าวของนาย Putin อย่างกระตือรือร้นแสดงให้เห็นว่าประเทศตะวันตกยังคงให้ความสำคัญกับรัสเซีย ในฐานะตัวแปรที่สำคัญในวงการการเมืองโลก ทั้งสหรัฐฯ และอังกฤษต่างย้ำว่านาย Putin เป็นบุคคลที่สามารถทำงานร่วมกันได้และจำเป็นที่จะต้อง engage รัสเซียมากกว่าโดดเดี่ยวรัสเซีย ทั้งนี้ ปัญหาเชชเนียจะเป็นประเด็นละเอียดอ่อนต่อการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก ในขณะที่การที่รัสเซียเป็นประเทศมหาอำนาจทางอาวุธนิวเคลียร์ก็ยังคงเป็นประเด็นได้เปรียบของรัสเซียต่อไป

สำหรับเอเชียแปซิฟิกนั้น รัสเซียยังคงความสัมพันธ์ไกล้ชิดกับจีนและอินเดียในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ปรับความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น และสร้างความสัมพันธ์ไกล้ชิดกับอาเซียน โดยเฉพาะภายใต้กรอบ ASEAN Regional Forum และเพิ่มบทบาทของตนเองในปัญหาคาบสมุทรเกาหลี


4. ปัญหาเชชเนีย
ความเป็นมา
เชชเนียเป็นสาธารณรัฐปกครองตนเอง (Autonomous Republic) ในสหพันธรัฐรัสเซีย มีประชากรก่อนสงคราม 1.2 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัสเซีย บริเวณเทือกเขาคอเคซัส ปัญหาเชชเนียเริ่มขึ้นเมื่อนายพล Dzhokhar Dudayev ประธานาธิบดีเชชเนียได้ประกาศให้สาธารณรัฐของตนเป็นเอกราชอย่างเด็ดขาดจากรัสเซียเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1991 และเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 1992 รัฐสภาเชชเนียได้ผ่านรัฐธรรมนูญรับรองการเป็นเอกราชจากรัสเซีย ในขณะที่รัสเซียไม่ยอมรับรองการประกาศเอกราชดังกล่าวของเชชเนียและถือว่าเชชเนียยังคงเป็น ส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย และเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 1994 ประธานาธิบดีเยลต์ซินได้ส่งทหารจำนวน 40,000 นาย เข้าไปยังสาธารณรัฐเชชเนียเพื่อปราบปรามการเคลื่อนไหว เพื่อแยกดินแดนดังกล่าวทำให้เกิดการสู้รบขึ้น ซึ่งยืดเยื้อเป็นเวลาเกือบ 2 ปี และสิ้นสุดลงเมื่อเดือนสิงหาคม 1996 เมื่อรัสเซียได้ยอมตกลงให้สิทธิปกครองตนเองแก่กลุ่มกบฏแยกดินแดนชั่วคราว จนกว่าจะมีการตัดสินใจในเรื่องการเป็นเอกราชของเชชเนียในปี 2001 โดยรัสเซียได้ถอนทหารทั้งหมดออกจากเชชเนียในเดือนมกราคม 1997 และประธานาธิบดี Aslan Maskhadov ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีเชชเนียในเดือนกุมภาพันธ์ 1997 สืบแทนนายพล Dudayev ซึ่งเสียชีวิตในระหว่างสงครามเชชเนียช่วงปี 1994-1996

ในระยะหลังอำนาจของประธานาธิบดี Maskhadov ได้ลดลงเป็นลำดับ เนื่องจากอดีตหัวหน้ากองกำลังกบฏแยกดินแดน ซึ่งยังกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของเชชเนียได้ตั้งตนขึ้นมามีอำนาจอย่างเป็นเอกเทศ ทำให้ประธานาธิบดี Maskhadov มีอำนาจปกครองเชชเนียเพียงบางส่วนเท่านั้น ที่เหลือกลายเป็นดินแดนเถื่อนไร้กฎหมาย โดยได้มีการลักพาตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียและองค์การระหว่างประเทศที่ไปทำงานอยู่ในเชชเนียหลายครั้ง ทั้งนี้ นายพล Shamil Basayev ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้ากองโจรเชชเนียที่สำคัญที่มีอำนาจมากที่สุด โดยมี Commander Khattab ซึ่งเป็นชาวซาอุดิอาระเบียเป็นผู้ช่วย

สถานะการณ์เชชเนีย ครั้งที่ 2
- ปัญหาเชชเนียได้ปะทุขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อเดือนสิงหาคม 1999 เมื่อนายพล Basayev นำกำลังพลเข้าบุกยึดรัฐ Dagestan (ทางตะวันออกของเชชเนีย) และประกาศว่าจะปลดปล่อยดินแดนตอนเหนือของเทือกเขาคอเคซัสจากรัสเซียและเปลี่ยนเป็นรัฐอิสลามอิสระ จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัสเซียต้องส่งกองทหาร เข้าโจมตีที่ตั้งของนายพล Basayev ในเขตเชชเนียตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999 เป็นต้นมา และได้อ้างว่าเหตุการณ์การลอบวางระเบิด ในรัสเซียในช่วงเดือนกันยายน ค.ศ. 1999 เป็นฝีมือของกองกำลังกบฏเชชเนีย จนถึงปัจจุบัน รัสเซียได้ส่งทหารเข้าไปในเชชเนียแล้วประมาณ 90,000 คนและถือว่าสามารถยึดพื้นที่ของเชชเนียไว้ได้หมดแล้ว รวมทั้งกรุง Grozny เมืองหลวงของเชชเนียด้วย เหลือแต่เพียงบริเวณเทือกเขาตามชายแดนเท่านั้น ปัจจุบันเป็นการสู้รบในลักษณะการซุ่มโจมตีทหารรัสเซียแบบกองโจรจากฝ่ายกบฏเชชเนียประปรายเป็นครั้งคราว แต่รัสเซียยังไม่สามารถกำจัดกลุ่มกองโจรเชชเนีย ซึ่งเชื่อว่าหลงเหลือ อยู่ประมาณ 1,000-5,000 คนนี้ให้หมดสิ้นลงได้ ในการนี้ รัสเซียได้ตั้งนาย Akhmad Kadyrov เป็นผู้นำเชชเนีย
- ที่ประชุมผู้นำสหภาพยุโรป ระหว่างวันที่ 10-11 ธันวาคม 1999 ณ กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ได้ออกแถลงการณ์ประณามการใช้กำลังทางทหารเพื่อโจมตีเชชเนียของรัสเซีย และเรียกร้องให้รัสเซียยุติปฏิบัติการทางทหารและใช้วิถีทางการเจรจาทางการเมืองแทน รวมทั้งอนุญาตให้นานาชาติสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ผู้ประสบภัยชาวเชชเนียได้ นอกจากนี้ คณะมนตรียุโรปยังเห็นสมควรที่จะทบทวนนโยบายของสหภาพยุโรปต่อรัสเซียในเรื่อง European Common Strategy on Russia ความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ และโครงการ TACIS (Technical Assistance to the Commonwealth of Independent States) และเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2000 Council of Europe (เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม มีสมาชิก 43 ประเทศในยุโรป ซึ่งรวมถึงรัสเซียด้วย) ได้ลงมติถอนสิทธิในการลงคะแนนเสียงชั่วคราวของรัสเซีย จนกว่าจะได้มีการปรับปรุงสภาพการปฏิบัติทางด้านมนุษยชนในเชชเนียให้ดีขึ้น นอกจากนี้ รัสเซียยังถูกคว่ำบาตรจากคณะกรรมาธิการว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อต้นปี ค.ศ. 2000 เนื่องจากรัสเซียใช้กำลังทางทหารเข้ากวาดล้างกบฏในเชชเนียแบบราบคาบ ยังผลให้พลเรือนเชชเนียเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
- สมัชชาของสภายุโรป (Parliamentary Assembly of the Council of Europe
– PACE) ได้ร่วมกับผู้แทนจากสภาดูมาหรือสภาผู้แทนราษฎรรัสเซีย ในการจัดตั้งคณะทำงาน
เข้าสังเกตการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในเชชเนีย ตลอดจนการจัดการให้ชาวเชชเนียได้มีส่วน ในการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย โดยได้เข้าไปในเชชเนียเมื่อเดือนกันยายน และเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2000 แต่ผลที่ออกมายังไม่เป็นที่พอใจของ PACE นัก เพราะขาดความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี PACE มีความพึงพอใจมากขึ้นเมื่อรัสเซียถอนทหารออกจากเชชเนียภายหลังที่ได้โอนอำนาจ หน้าที่ในการแก้ไขปัญหาเชชเนียจากกระทรวงกลาโหมไปยังสภาความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากเห็นว่าการย้ายหน่วยงานรับผิดชอบมาเป็นหน่วยงานพลเรือน แสดงว่ารัสเซียเห็นว่าภารกิจทางทหารของรัสเซียในเชชเนียลดลงแล้ว
- นับตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา ประธานาธิบดีปูตินแห่ง รัสเซียได้ปรับเปลี่ยนนโยบายในเรื่องเชชเนียหลายเรื่อง ได้แก่ การย้ายเรื่องปัญหาเชชเนียจากการดูแลของกระทรวงกลาโหมไปอยู่กับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (SFB) และประกาศถอนกองกำลังรัสเซียออกจากเชชเนียบางส่วน คงเหลือไว้เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยประมาณ 50,000 คน โดยจะเน้นการปฏิบัติงานทางด้านข่าวกรองและ ราชการลับมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจเชชเนีย โดยมีนาย Viktor Khristenko รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพร้อมทั้งเมื่อต้นเดือนมกราคม ค.ศ. 2001 ประธานาธิบดีปูตินได้ประกาศให้เงินช่วยเหลือจำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในการฟื้นฟูบูรณะเชชเนียอีกด้วย
- เมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 2001 Council of Europe ได้ผ่านข้อมติด้วย
คะแนนเสียงสนับสนุน 88 คัดค้าน 20 และงดออกเสียง 11 ให้คืนสิทธิในการออกเสียงต่างๆในการประชุม Council of Europe ของรัสเซีย เนื่องจากเห็นว่ารัสเซียมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาเชชเนียในทางบวกมากขึ้น และนาย Igor Ivanov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่าง-ประเทศรัสเซียได้ให้สัมภาษณ์ว่า รัสเซียไม่มีข้อขัดข้องทางการเมืองที่ OSCE จะเปิดสำนักงานเพื่อให้ความช่วยเหลือในเชชเนีย แต่ในชั้นนี้ ติดขัดปัญหาทางเทคนิคซึ่งจะต้องแก้ไขอีกเล็กน้อย และว่า OSCE คงจะเข้าไปดำเนินการในเชชเนียได้ในไม่ช้านี้

ผลกระทบของสงครามเชชเนีย
- รัสเซียได้รับการประนามจากรัฐบาลประเทศตะวันตก และองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยการไม่ยอมแก้ไขปัญหาโดยวิถีทางทางการเมือง แต่ใช้กำลังทางทหารเข้าบดขยี้ฝ่ายกบฏ โดยใช้วิธีกวาดล้างแบบราบคาบไม่เลือกเฉพาะพื้นที่ตั้งของฝ่ายกบฏ รวมทั้งเน้นการโจมตีทางอากาศเป็นหลัก ยังผลให้ประชาชนเชชเนียไม่ว่า เด็กและสตรีล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือกว่า 500,000 คน กลายเป็นผู้อพยพลี้ภัยไปยังดินแดนข้างเคียง
- ปัญหาเชชเนียทำให้รัสเซียสูญเสียงบประมาณมหาศาล รวมทั้งอาวุธ
ยุทโธปกรณ์ และกำลังคน โดยเฉพาะในเรื่องหลังที่ส่งผลกระทบถึงขวัญและกำลังใจของชาวรัสเซีย
อย่างมาก ทั้งนี้ นอกจากจะส่งทหารอาชีพไปรบแล้ว รัฐบาลรัสเซียยังได้เกณฑ์เด็กวัยรุ่นรัสเซียออกไปรบอีกด้วย กล่าวกันว่าปัจจุบันทหารที่ประจำการอยู่ในเชชเนียนั้น หนึ่งในสามมีอายุต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งเรื่องนี้ทำให้รัสเซียได้รับการประนามจากนานาชาติและองค์การ ด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ อีกเช่นกัน และจากการสำรวจประชามติล่าสุด ชาวรัสเซียสนับสนุนการทำสงครามเชชเนียเพียงร้อยละ 51 ลดลงจากร้อย 70 ในช่วงแรกของสงครามเชชเนีย

ท่าทีของนานาประเทศและท่าทีของรัสเซีย
ประเทศส่วนใหญ่เห็นว่าปัญหาเชชเนียเป็นปัญหาภายในของรัสเซียและเข้าใจสถานะ ของรัสเซียซึ่งมีสาธารณรัฐปกครองตนเองอยู่ 21 แห่ง หากรัสเซียปล่อยให้เชชเนียเป็นอิสระ ในอนาคตสาธารณรัฐอื่นๆ ก็จะต้องเอาแบบอย่าง อย่างไรก็ดี ภายหลังที่นายปูตินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีรัสเซียปลายปี ค.ศ. 1999 นั้น นายปูตินต้องการให้สงครามเชชเนียยุติลงโดยเร็ว เพื่อใช้เรื่องเชชเนียเป็นการเรียกคะแนนนิยมสำหรับการลงแข่งขันเลือกตั้งประธานาธิบดี จึงเริ่มนโยบายปราบปรามขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างเด็ดขาดและจริงจัง ด้วยการโหมใช้กำลังทหารบุกโจมตีแบบกวาดล้างให้ราบคาบ ไม่เลือกว่าเป็นกลุ่มกบฏที่เป็นทหาร หรือพลเรือน ตลอดจนทำลายสถานที่และเมืองต่างๆ ในเชชเนียแบบไม่จำกัดเฉพาะค่ายทหารหรือในสถานที่ทำการสู้รบ แต่รวมไปถึงบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย โรงพยาบาลหรือสถานที่สาธารณะต่างๆ ทำให้นานาประเทศ นำโดยสหรัฐฯ และประเทศยุโรปตะวันตกเริ่มการประท้วงการกระทำของรัสเซีย ในเชชเนียในแง่ของการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัสเซียพยายามคงท่าทีเดิมว่าการใช้กำลังทหารของตนเป็นการกระทำที่ชอบธรรม กองทหารรัสเซียเข้าไปในเชชเนียเพื่อปราบปรามผู้ก่อการร้าย และรักษาความสงบเรียบร้อยในดินแดนของรัสเซีย ปัญหาเชชเนียถือเป็นปัญหาภายในประเทศ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปูตินได้ย้ำถึงจุดยืน นี้ในโอกาสและในเวทีระหว่างประเทศต่างๆ เสมอ รวมทั้ง ได้ย้ำว่าปัญหาเชชเนียเกี่ยวเนื่องกับปัญหาการก่อการร้ายระหว่างประเทศ เพราะรัสเซียอ้างว่ากบฏเชชเนียได้รับความช่วยเหลือด้านอาวุธและกองโจรจากภายนอกประเทศ จึงจำเป็นที่นานาประเทศต้องร่วมกันปราบปรามปัญหาการก่อการร้ายระหว่างประเทศนี้ให้หมดสิ้นไป โดยรัสเซียได้กำหนดให้เรื่องการแสวงหาความร่วมมือกับนานาประเทศในการปราบปราม ก่อการร้ายระหว่างประเทศเป็นหัวข้อหนึ่งในนโยบายต่างประเทศของตนด้วย

ข้อสังเกตและท่าทีไทย
- ประเทศตะวันตกคงไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงในเชชเนียได้เหมือนกับกรณีโคโซโว เนื่องจากสถานภาพทางการเมืองและการทหารของรัสเซียแตกต่างจากยูโกสลาเวียมาก แม้ว่าประเทศตะวันตกจะออกมาคัดค้านปฏิบัติการทางทหารในเชชเนียของรัสเซียอย่างแข็งขันก็ตาม แต่ประเทศตะวันตกก็ยังคงลังเลที่จะกระทำการรุนแรง เนื่องจากความสำคัญของรัสเซียต่อความมั่นคงของโลก ทำให้การดำเนินการ เช่น การใช้กำลังทางทหารหรือการคว่ำบาตรเป็นไปไม่ได้ รวมทั้งประเทศตะวันตกไม่ต้องการที่จะเลิกนโยบาย engagement กับรัสซีย
- นอกจากการระงับโครงการความช่วยเหลือ (aid programme) ของ EU แล้ว ทางเลือกในการบีบบังคับรัสเซียอีกทางหนึ่งคือการระงับการปล่อยเงินกู้ของ IMF ซึ่งผู้อำนวยการบริหาร IMF ได้เคยแถลงแล้วว่า IMF อาจจะพิจารณาทบทวนการปล่อยเงินกู้แก่รัสเซีย อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ในยุคของประธานาธิบดีคลินตันไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินกู้ IMF เข้าบีบบังคับรัสเซีย แต่เห็นว่าการตัดความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่รัสเซียจะขัดขวางความพยายามของประเทศตะวันตก ในการส่งเสริมประชาธิปไตยและการลดปัญหาการคุกคามทางนิวเคลียร์ของรัสเซีย
- เป็นที่คาดว่ารัสเซียจะคงจะไม่มีวันยินยอมให้เชชเนียแยกตัวเป็นเอกราชออกจากรัสเซีย และประเทศตะวันตกคงจะไม่สามารถผลักดันหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาเชชเนียได้มากนัก เนื่องจากแม้ว่าสาธารณรัฐเชชเนียจะเป็นสาธารณรัฐขนาดเล็กมาก โดยมีพื้นที่เพียง 18,000 ตารางกิโลเมตรและประชากรจำนวน 800,000 คน แต่รัสเซียคงไม่ยินยอมปล่อยให้รัฐมุสลิมแห่งนี้เป็นเอกราช เนื่องจากเกรงว่ารัฐน้อยใหญ่อื่นๆ โดยเฉพาะที่เป็นสาธารณรัฐปกครองตนเองจะขอแยกตัวเป็นเอกราชเช่นเดียวกัน ดังที่เคยเกิดปัญหากับสาธารณรัฐ Tatarstan ในปี ค.ศ. 1994 มาแล้ว (สหพันธรัฐรัสเซียประกอบด้วยหน่วยปกครอง 89 แห่ง ได้แก่ สาธารณรัฐ 21 แห่ง มณฑล 6 แห่ง จังหวัด 49 แห่ง สาธารณรัฐปกครองตนเอง 11 แห่งและ Federal City 2 แห่ง) นอกจากนี้ เชชเนียยังมีความสำคัญต่อรัสเซียในแง่เศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นรัฐที่อุดมไปด้วยน้ำมัน และเคยเป็นรัฐที่นำรายได้จากการผลิตน้ำมันเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ นาย Khristenko รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการฟื้นฟูเศรษฐกิจในเชชเนียกล่าวว่า คาดว่าเชชเนีย จะสามารถผลิตน้ำมันในปี ค.ศ. 2001 ได้ประมาณ 400,000 ตัน
-ไทยตระหนักดีว่าปัญหาเชชเนียเป็นปัญหาภายในประเทศ และ encourage ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันหน้าเข้าเจรจาเพื่อหาข้อยุติด้วยวิถีทางทางการเมือง จึงยินดีที่เห็นพัฒนาการทางบวกเกิดขึ้นในเชชเนียหลายประการ อย่างไรก็ดี ไทยเห็นว่าประชาคมโลกอาจเข้ามามีส่วนช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมในเชชเนีย ได้แก่ การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พลัดถิ่นเชชเนีย เพื่อให้ผู้พลัดถิ่นเหล่านั้นสามารถกลับคืนสู่ประเทศและสามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติสุขต่อไปรวมทั้ง ให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูบูรณะเชชเนียให้กลับคืนสู่สภาพเดิมด้วย

เศรษฐกิจการค้า
1. ดัชนีและข้อมูลทางเศรษฐกิจ (ค.ศ. 2001)
GDP 286.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเจริญเติบโต 5 %
Per capita GDP 1,975 ดอลลาร์สหรัฐ
ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ป่าไม้ ขนสัตว์ สินแร่
ผลิตภัณฑ์ทางเกษตรกรรม ธัญพืช หัวน้ำตาล เมล็ดทานตะวัน เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม
อุตสาหกรรม ครบทุกรูปแบบ อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ รถแทรคเตอร์ อุปกรณการเกษตร การสร้างเครื่องบิน อุตสาหกรรมด้านอวกาศ เครื่องมือเครื่องจักร การทำเหมือง เครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ วิทยาศาสต์ และการก่อสร้าง
มูลค่าการส่งออก 51.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการนำเข้า 19.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าออกที่สำคัญ น้ำมัน และผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไม้และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ เหล็ก เคมีภัณฑ์
ตลาดส่งออกที่สำคัญ ประเทศ EU ประเทศในกลุ่ม CIS จีน ญี่ปุ่น
สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องมือเครื่องจักร เคมีภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค ยา เนื้อสัตว์ น้ำตาล
ตลาดนำเข้าที่สำคัญ ประเทศ EU สหรัฐฯ กลุ่มประเทศ CIS ญี่ปุ่น จีน

2. เศรษฐกิจทั่วไป
รัสเซียได้ดำเนินการปฏิรูประบบเศรษฐกิจจากระบบวางแผน ส่วนกลางไปสู่ระบบเสรีนิยมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 โดยมีแนวทางที่สำคัญๆ ได้แก่ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นของเอกชน (privatization)การดำเนินนโยบายปล่อยราคาสินค้าลอยตัวตามความต้องการของตลาด (trade liberalization) และการปฏิรูประบบการเงิน-การคลัง โดยมีเป้าประสงค์เพื่อนำรัสเซียให้พ้นจากความหายนะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลวของระบบวางแผนจากส่วนกลางในสมัยสหภาพโซเวียต

ในช่วงแรกของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ รัสเซียต้องประสบปัญหาต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราสูงถึงกว่าร้อยละ 2500 ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1992 ขณะเดียวกันรัฐบาลประสบปัญหาการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะได้จัดทำแผนเศรษฐกิจขึ้นในปี 2535 แต่แผนเศรษฐกิจดังกล่าวไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียดีขึ้น ภาวะเงินเฟ้อแม้ว่าจะมีแนวโน้ม ลดลงแต่ก็ยังมีอัตราอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันได้เกิดการขาดแคลนสินค้าในวงกว้าง และผลจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทำให้เกิดปัญหาการว่างงานที่รุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ เศรษฐกิจโดยรวมยังขาดเสถียรภาพและด้อยประสิทธิภาพในการผลิต ผลผลิตตกต่ำในภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศ และตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 รัฐบาลเริ่มใช้มาตรการเข้มงวดด้านการเงินการคลังเพื่อควบคุม ภาวะเงินเฟ้อและรักษาเสถียรภาพของเงินรูเบิล

อย่างไรก็ตาม การที่รัสเซียขาดดุลงบประมาณมาโดยตลอด กอปรกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในเอเชีย และราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซีย โดยรวมทำให้ภาวะเศรษฐกิจของรัสเซียที่กำลังฟื้นตัวกลับทรุดลง


3. วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ
หลังจากได้มีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1998 แล้ว รัฐบาลภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรีคีรีเยียนโก ได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดหนี้สินและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากปัญหาหลักประการหนึ่งของรัสเซียคือการมีหนี้สินต่าง ประเทศจากการกู้ยืมเงินเป็นจำนวนมหาศาลจนอยู่ในระดับอันตราย กล่าวคือรัสเซียมีหนี้ต่างประเทศถึง 123.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีหนี้ภายในประเทศอีก 568 พันล้านรูเบิล (95 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ซึ่งรวมถึงการที่รัฐยังคงติดค้างเงินเดือนค่าจ้างข้าราชการ แพทย์ ครู ผู้รับบำนาญ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ จนมีการประท้วงโดยทั่วไป

ปัญหาอีกประการหนึ่งคือการขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวนมากต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปี ซึ่งการขาดดุลดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจของรัสเซียโดยรวม โดยนับตั้งแต่การล่มสลายของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เมื่อปี คศ.1991 การดำเนินการจัดระบบเศรษฐกิจใหม่ยังไม่ประสบผลเต็มที่ แม้ว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะดำเนินการได้กว่าร้อยละ 70 แล้วก็ตาม แต่ภาคเอกชนรัสเซียก็ยังขาดประสิทธิภาพในการผลิต การจัดการ การตลาดและการแข่งขันที่โปร่งใส จึงทำให้ระบบเศรษฐกิจรัสเซียยังไม่เป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างแท้จริง ในขณะที่รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลมาจากภาษีสินค้าส่งออกเป็นหลัก ซึ่งไม่เพียงพอต่อรายจ่ายของรัฐบาล นอกจากนี้ ในส่วนของการบริหารงานภาครัฐเองก็มีปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความไม่สมดุลของงบประมาณ เช่น จำนวนข้าราชการและลูกจ้างของรัฐที่มีมากเกินความจำเป็น ตลอดจนการจ่ายเงินอุดหนุนวิสาหกิจและภาคการผลิตบางประเภท จากภาวะหนี้สินดังกล่าว การจัดเก็บภาษีที่ต่ำกว่าเป้า การที่รายได้ของรัฐจากการ ขายน้ำมันลดลงเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำลง ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถตัดลดงบประมาณการใช้จ่ายลงได้ ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ วิกฤตการณ์ทางการเมืองในรัฐสภา ภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ประกอบกับวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชียได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเงินของรัสเซียโดยตรง ค่าของเงินรูเบิลได้อ่อนตัวลงเป็นลำดับ ทำให้รัฐบาลต้องนำเงินจาก ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศไปพยุงค่าเงินรูเบิล ทั้งนี้ ในปี 2540 รัสเซียมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศเป็นทองคำและ เงินตราต่างประเทศสูงถึง 24 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่รัฐบาลได้นำไปใช้ปกป้องค่าเงินรูเบิลในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1998 จนสิ้นปี ค.ศ. 1998 รัสเซียเหลือทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศเพียง 12. 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ตลาดหุ้นมอสโกเกิดภาวะปั่นป่วน เนื่องจากนักลงทุนขาดความมั่นใจในตลาดหุ้นรัสเซียซึ่งเป็นตลาดใหม่ (emerging market) และเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1998 จากผลดังกล่าวทำให้การลงทุนในรัสเซียชะลอตัวลง ตลอดจนมีการนำเงินทุนออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้ภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ลดลงอีก การหมุนเวียนของเงินตราต่างประเทศก็ลดลง และส่งผลกระทบต่อค่าเงินรูเบิลด้วย ปัญหาดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องแก้ไขโดยการออกพันธบัตรระยะสั้นและขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 150

สภาพปัญหาที่รัสเซียประสบอันมีผลมาจากความล้มเหลวในการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การผลิตและการบริหารนโยบายการคลังและการบริหารภายใน ที่ขัดแย้งกันและเต็มไปด้วยระบบผลประโยชน์นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้รัฐบาลรัสเซียได้ประกาศพักชำระหนี้ต่างประเทศและลดค่าเงินรูเบิลเมื่อวันที่17 สิงหาคม 2541 ซึ่งทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นจนกระทั่งประธานาธิบดีเยลต์ซิน ปลดคณะรัฐมนตรีชุดนายคีรีเยนโกเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2541 หลังจากนั้นประธานาธิบดีเยลต์ซินได้แต่งตั้งและปลดนายกรัฐมตรีอีก 2 ครั้ง แต่ละรัฐบาลอยู่อำนาจเพียงช่วงสั้นๆ 2-3 เดือน จึงทำให้ไม่สามารถสร้างผลงานในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของรัสเซียได้

สำหรับรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีปูตินนั้น ตั้งแต่เข้ารับหน้าที่ในเดือนสิงหาคม 2542 ได้ประสบกับปัญหากบฏแยกดินแดนเชชเนีย ทำให้รัฐบาลยังไม่มีเวลา ให้ความสนใจกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีปูตินได้แต่งตั้งนาย Viktor Kristenko นักปฏิรูปให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี คนที่ 1 ดูแลงานด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคและนโยบายการเงินการคลัง แต่ภายหลังที่นายปูตินขึ้นดำรงตำแหน่งผู้รักษาการประธานาธิบดีแล้ว ก็ลดตำแหน่งนาย Kristenko ลงเหลือแค่รองนายกรัฐมนตรีดูแลงานเศรษฐกิจมหภาค และแต่งตั้งนาย Mikhail Kasyanov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี คนที่ 1 ดูแลงานคลัง และต่อมาเมื่อนายปูตินได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือนมีนาคม 2543 แล้ว ก็ได้แต่งตั้งนาย Kasyanov ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนตนเอง และให้คงดูแลงานด้านเศรษฐกิจทั้งหมด รวมทั้งปัญหาเรื่องหนี้สินด้วย

4. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจรัสเซีย (ในช่วงปี ค.ศ. 1999)
- เศรษฐกิจรัสเซียในช่วงครึ่งแรกของปี ค.ศ.1999 ยังคงหดตัวลงต่อเนื่องจากปี ค.ศ. 1998 โดยลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ร้อยละ 1 (เทียบกับที่ลดลงร้อยละ 4.6 ในปี ค.ศ. 1998) อัตราเงินเฟ้อสูงถึงร้อยละ 109.8 ทางด้านการส่งออกลดลงร้อยละ 7.8 ในขณะที่การนำเข้าลดลงถึงร้อยละ 26.5 ทำให้รัสเซียยังคงเกินดุลการค้า จำนวน 13.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (เทียบกับที่เกินดุลการค้าจำนวน 13.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ตลอดปี ค.ศ. 1998) ความตกต่ำทางเศรษฐกิจทำให้อัตราการว่างงานสูงถึงร้อยละ 14.2

- สำหรับปัจจัยที่ส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ราคาน้ำมันในตลาดโลกซึ่งเป็นสินค้าออกที่สำคัญของรัสเซีย มีราคาสูงขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 1999 และผลจากการอ่อนค่าของเงินรูเบิลอย่างมากในปีที่แล้วทำให้ผู้ผลิตในประเทศ สามารถแข่งขันได้กับสินค้านำเข้าซึ่งมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะ ในสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นต่ำ ในขณะที่ภาคการส่งออกยังคงซบเซา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการที่เงินรูเบิลที่อ่อนลงในปีที่แล้ว ไม่ได้ส่งผลช่วยให้การส่งออกเพิ่มขึ้นแต่อย่างได นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวและนักลงทุนยังขาดความมั่นใจในการเมืองและการปฏิรูปเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันในปีนี้ภาคการเกษตรประสบปัญหาความแห้งแล้ง จนรัสเซียต้องขอความช่วยเหลือทางอาหารจากต่างประเทศ

- ฐานะทางการเงินของรัสเซียได้ผ่อนคลายลงมากขึ้นหลังจาก IMF อนุมัติเงินกู้จำนวน 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยได้รับเงินกู้งวดแรกจำนวน 640 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 (นับเป็นเวลา 1 ปีภายหลังรัสเซียประสบปัญหาการเงินและประกาศพักชำระหนี้ทางการ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1998 ทำให้ IMF ระงับแผนให้เงินกู้แก่รัสเซียในขณะนั้น) ภายหลังจากได้รับเงินกู้งวดแรกจาก IMF แล้วเจ้าหนี้ Paris Club จึงยินยอมให้ปรับโครงสร้างหนี้ที่ครบกำหนดชำระในปี ค.ศ. 1999-2000 อีกทั้งธนาคารโลกจัดหาเงินกู้ให้จำนวน 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อช่วยในการปฏิรูปเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหา ภาคการธนาคารให้ได้เร็วขึ้น ในขณะที่กลุ่มเจ้าหนี้เอกชน London Club ยังคงเจรจากันต่อไป

- ภายใต้เงื่อนไขการได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF ครั้งล่าสุด รัสเซียได้เริ่มพิจารณาร่างกฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนิน Fiscal Discipline และการปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางที่ IMF กำหนด ได้แก่ การให้อำนาจธนาคารกลางในการปิดสถาบันการเงินที่มีปัญหา การให้อำนาจสถาบันปรับโครงสร้างภาคธนาคาร (ARKO) การปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและการลงโทษผู้ละเมิดภาษี การเพิ่มภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย และเพิ่มภาษีน้ำมันโดยเพิ่มการเก็บภาษีเป็นรายจุดขาย ในส่วนของธนาคารกลางมีการพิจารณาให้อำนาจในการออกตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อให้ดูดซับสภาพคล่องส่วนเกิน (อันเป็นผลจากการเร่งพิมพ์เงินรูเบิลเพื่อชำระหนี้รัฐบาลในช่วงก่อนหน้านี้) ร่างกฎหมายเหล่านี้ผ่านสภาและได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายในเวลาต่อมา

- ในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน ธนาคารกลางได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ ของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคารขนาดใหญ่ ได้แก่ Inkombank, Menetap และ Imperial Bank และให้ ARKO พิจารณแผนปรับโครงสร้างหนี้ของแต่ละธนาคารที่อยู่ใน list ว่ารายได้เข้าข่ายต้องปิดกิจการหรือไม่

5. ปัญหาเรื่องหนี้สินของรัสเซีย
- ในปัจจุบัน รัฐบาลรัสเซียประสบปัญหาด้านงบประมาณอย่างรุนแรง ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าจ้างพนักงานรัฐวิสาหกิจ และเงินสวัสดิการต่างๆ ที่ค้างชำระเป็นเวลานานได้ รวมทั้งไม่สามารถชำระหนี้ต่างประเทศได้ตามกำหนด อันเป็นสาเหตุให้รัฐบาลรัสเซียประกาศพักการชำระหนี้ (moratorium) ตราสารในสกุลรูเบิลเป็นเวลา 90 วัน เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1998 พร้อมกับประกาศลดค่าเงินรูเบิลด้วย

- รัสเซียประกาศว่า รัสเซียไม่สามารถชำระหนี้ที่ถึงกำหนดในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1998 และในปี ค.ศ. 1999 ได้ทั้งหมด โดยในปี ค.ศ. 1999 รัฐบาลสามารถจัดสรรเงินเพื่อจ่ายคืนหนี้ต่างประเทศที่ครบกำหนดชำระในปี ค.ศ.1999 จำนวน 17.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้เพียง 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลรัสเซียจึงต้องเปิดการเจรจากับเจ้าหนี้ต่างประเทศ เพื่อขอผลัดการชำระหนี้บางส่วนและเลื่อนกำหนดการใช้หนี้ออกไป ทั้งนี้ รัสเซีย จะต้องเจรจาเรื่องหนี้ในกรอบต่างๆ ดังนี้

- ในกรอบของ London Club ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาคเอกชน และหนี้ของรัสเซียในกรอบ นี้ส่วนหนึ่งเป็นหนี้ที่รัสเซียรับช่วงจากหนี้สินสมัยเป็นสหภาพโซเวียต ได้มีการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1997 เป็นตราสาร PRIN และ LAN ซึ่งมีมูลค่า 26 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อมารัสเซียได้แจ้งแก่ London Club ว่าไม่สามารถชำระหนี้ที่ครบกำหนดในวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1999 จำนวน 940 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้ โดยขอ roll over หนี้ดังกล่าวเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งทาง London Club ได้ตกลงให้มีการปรับโครงสร้างหนี้และได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาความสามารถชำระหนี้ของรัสเซียในระยะ 3-5 ปี การเจรจาในส่วนของ London Club เป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากหนี้ของรัสเซียที่มีต่อเจ้าหนี้เอกชนมีลักษณะเป็นตราสารซึ่งมีการ ซื้อขายและถือครองโดยนักลงทุนและสถาบันการเงินต่างๆ จำนวนมาก ทำให้ยากต่อการตกลงเรื่องผลประโยชน์ระหว่างเจ้าหนี้

- ในกรอบ Paris Club ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาครัฐบาล รัสเซียได้เสนอขอปรับโครงสร้างหนี้ที่ครบกำหนดชำระในปี 1999 และ 2000 จำนวน 16 พันล้านเหรียญสหรัฐฯจากหนี้ที่มีต่อ Paris Club ทั้งหมด 40 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจะขอให้ Paris Club ยกเลิกหนี้ให้บางส่วน ภายหลังที่ IMF ตกลงให้เงินกู้แก่รัสเซียเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 1999 ส่งผลให้เจ้าหนี้กลุ่ม Paris Club ตกลงผ่อนผันหนี้ที่ครบกำหนดในปี 1999-2000 จำนวน 8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้แก่รัสเซียไปอีก 15 ปี โดยให้รัสเซียจ่ายดอกเบี้ยสำหรับปี 1999 และ2000 รวมกันเพียง 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ที่เหลือทั้งหมดกับกลุ่ม Paris Club จำนวน 38 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ กำหนดมีขึ้นปลายปี 2000
รัฐบาลรัสเซียสมัยนายกรัฐมนตรี Stepashin ก่อนถูกปลดประสบความสำเร็จในการเจรจาให้ IMF ปล่อยเงินกู้จำนวน 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้เป็นผลสำเร็จ แต่การที่รัฐบาล รัสเซียชุดปัจจุบันภายใต้ประธานาธิบดีปูตินประสบปัญหาเชชเนีย ทำให้รัฐบาลประสบปัญหาในการจัดทำงบประมาณประจำปี เนื่องจากรัฐบาลต้องใช้จ่ายทางด้านทหารเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกระทั่ง IMF ขู่ว่าจะระงับการให้ความช่วยเหลือแก่รัสเซีย หากพบว่ารัสเซียนำเงินงบประมาณมาใช้จ่ายด้านการทหารมากเกินความจำเป็น แทนที่จะนำเงินไปใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

6. ความช่วยเหลือของ IMF และ World Bank
รัสเซียเข้าเป็นสมาชิก IMF เมื่อปี ค.ศ. 1992 หลังจากการล่มสลายของระบบ
สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ได้ 1 ปี เนื่องจากจำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินและเทคนิคจาก IMF เพื่อปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากสังคมนิยมเป็นทุนนิยม ในปี ค.ศ. 1995 รัสเซียได้รับอนุมัติ Stand by Credit จำนวน 6,304 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อและการวางระบบการเงินและการคลัง

ต่อมาในปี ค.ศ. 1996 รัสเซียได้รับความช่วยเหลือต่อเนื่องจาก IMF ตามโครงการ Extended Fund Facility - EFF ซึ่งเป็นโครงการระยะกลางประมาณ 3 ปี สำหรับประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับดุลการชำระเงิน โดยมีเงินกู้จำนวน 10,087 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และแบ่งเป็นระยะเวลาการจ่ายเงินและการประเมินผลความคืบหน้าทุกๆ 1 ปี เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 และสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1998 เพื่อใช้จ่ายในการสร้างเสถียรภาพทางการเงินและการคลังของภาครัฐและปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ

รัสเซียได้รับเงินช่วยเหลือตามโครงการดังกล่าวงวดแรกจำนวนประมาณ 4,098 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงกลางปี ค.ศ. 1996 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นโครงการ และงวดที่สองในปี ค.ศ.1997 จำนวนประมาณ 3,467 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน IMF ได้ท้วงติงรัสเซียในการจัดทำงบประมาณที่เกินดุลจำนวนมาก รวมทั้งระบบการจัดเก็บภาษีและการบริหารงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่อนุมัติปล่อยเงินกู้งวดถัดไปจำนวน 670 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากไม่พอใจในการดำเนินการของรัฐบาลรัสเซีย จนกระทั่งรัสเซียเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินขึ้น ทำให้เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1998 IMF ธนาคารโลก และญี่ปุ่นได้ตกลงให้รัสเซียกู้เงินจำนวน 22,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีกำหนดเวลา 2 ปี โดยในปี ค.ศ. 1998 รัสเซียจะได้รับเงินกู้จำนวน 14,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และจะได้รับส่วนที่เหลือ ในปี ค.ศ. 1999 เงินกู้จำนวน 22,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นี้แบ่งเป็นเงินกู้จาก IMF 15,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากธนาคารโลก 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และจากรัฐบาลญี่ปุ่น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ IMF ได้ปล่อยเงินกู้งวดแรกจำนวน 4.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้แก่รัสเซียกลางเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1998 และเดิมสัญญาว่าจะปล่อยเงินกู้งวดที่สองจำนวน 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ปลายเดือนกันยายน ค.ศ. 1998 แต่ IMF ได้ระงับการปล่อยเงินกู้เนื่องจากเห็นว่ารัสเซียไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ไปตามแนวทางที่ IMF พอใจ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.1999 จึงได้ประกาศอนุมัติเงินกู้จำนวน 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้แก่รัสเซีย ซึ่งเป็นช่วงเวลาระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของนายกรัฐมนตรี Stepashin ของรัสเซีย ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นการตอบแทนที่รัสเซียยินยอมให้นาโตใช้ปฏิบัติการทางทหารแก้ไขในปัญหาโคโซโว

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1999 IMF ตัดสินใจชะลอการปล่อยเงินกู้จำนวน 640 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากโครงการเงินกู้ 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ IMF อนุมัติเมื่อเดือนกรกฎาคม 1999 ออกไปอีก ซึ่งในกรณีของรัสเซียนั้น เงินดังกล่าวจะใช้ชำระหนี้เก่าที่ค้างกันอยู่กับ IMF โดย IMF อ้างสาเหตุการชะลอการปล่อยเงินกู้ว่าเนื่องจากยังมีปัญหาโครงสร้างอีกหลายอย่าง ที่รัสเซียยังไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จตามเงื่อนไขของ IMF อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นแรงกดดันจากประเทศตะวันตกมากกว่า เนื่องจากไม่พอใจการที่รัสเซียใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าแก้ไขปัญหาเชชเนีย

ในขณะที่ IMF ดูแลเรื่องการเงินการคลังเป็นสำคัญ World Bank จะรับผิดชอบปัญหาด้านโครงสร้างระบบเศรษฐกิจทั้งในส่วนของเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค ได้แก่ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structure Adjustment) การปฏิรูปหรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปัจจุบัน World Bank มีโครงการที่รับผิดชอบหรือให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและปฏิรูประบบการบริหารในรัสเซียกว่า 40 โครงการ โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ น้ำมันและไฟฟ้า ส่วนโครงการที่เกี่ยวกับการปฏิรูประบบการบริหารงานของภาครัฐ จะเป็นการให้คำแนะนำ ทางด้านระบบการจัดเก็บภาษี ระบบการจ่ายเงินสวัสดิการและเงินเดือน เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินงานเป็นไปด้วยดี ยกเว้นแต่ การแปรรูปวิสาหกิจรถไฟ การเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางบก ตลอดจนการแก้ไขกฎหมายที่ดินและกฎหมายคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่ง World Bank ได้ทำการศึกษาและเสนอแนะให้รัฐบาลทำการแก้ไข

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหพันธรัฐรัสเซีย
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2000 นายอิกอร์ อิวานอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แถลงนโยบายต่างประเทศ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแล้ว สรุปสาระสำคัญของนโยบายต่างประเทศในยุคของประธานาธิบดีปูติน ได้ ดังนี้
หลักการทั่วไป
- เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงภายในประเทศ
- เพื่อรักษาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน
- เพื่อให้รัสเซียกลับคืนสู่สถานะการเป็นมหาอำนาจในโลก
- รักษาและสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติทิศทางการดำเนินความสัมพันธ์
- จะเข้าไปมีบทบาทในขบวนการการตัดสินใจสำคัญในโลก โดยยึดปฎิญญาสหประชาชาติเป็นกรอบใหญ่ของการดำเนินความสัมพันธ์
- จะสร้างเงื่อนไขภายนอกที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาและการปฏิรูปไปสู่ประชาธิปไตยภายในรัสเซีย
- จะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศเพื่อนบ้านของรัสเซีย เพื่อลดและป้องกันความขัดแย้งและปัญหาเชื้อชาติตามแนวชายแดน
- จะส่งเสริมและรักษาผลประโยชน์ของชาวรัสเซียในต่างประเทศ รวมทั้งเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมรัสเซียในต่างแดน

แนวความคิดเบื้องหลังนโยบายต่างประเทศรัสเซียในปัจจุบัน
เนื่องจากสงครามเย็นสิ้นสุดลงแล้ว ทำให้ปัญหาในเรื่องการแข่งขันทางอาวุธนิวเคลียร์ลดน้อยลง ในขณะที่ปัญหาใหม่ที่เป็นความท้าทายต่อผลประโยชน์ของรัสเซียมีเพิ่มขึ้น ที่สำคัญได้แก่การที่สหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในโลก ดังนั้นการวางนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย จึงยังคงมองสถานการณ์ในรูปของการแบ่งเขตอิทธิพล และดำเนินนโยบายที่จะรักษาเขตอิทธิพลของรัสเซียให้อยู่ต่อไปอย่างที่เคยเป็นมาและป้องกันมิให้ประเทศอื่นๆ ขยายอิทธิพลเข้ามา และสนับสนุนระบบอำนาจหลายขั้ว (multi-polar system) ในโลกเพื่อมิให้สหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในโลก ทั้งนี้ อาจสรุปแนวนโยบายต่างประเทศของรัสเซียได้ ดังนี้
1. ให้ความสำคัญในการปรับความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก โดยจะพยายามให้รัสเซียเข้ามามีบทบาทเท่าเทียมกับประเทศตะวันตก ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับ EU จะกำหนดโดยกรอบของ Agreement on Partnership and Cooperation ซึ่งรัสเซียและ EU ได้ลงนามเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1994 รัสเซียจะคงการมีบทบาทนำใน OSCE และความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับ NATO นอกจากจะอยู่บนพื้นฐานของ Founding Act on Mutual Relations, Cooperation and Security ซึ่งรัสเซียและ NATO ได้ลงนามเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1997 แล้ว จะขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามหลักการภายใต้ความตกลงดังกล่าว ทั้งนี้ รัสเซียพยายามคัดค้านการเข้ามามีส่วนแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศขององค์การภูมิภาค โดยมิได้ผ่านการเห็นชอบของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งรัสเซียเป็นสมาชิกอยู่ รวมทั้งคัดค้านการเข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศโดยอ้างเหตุผลทางมนุษยธรรม (humanitarian intervention)
2. ให้ความสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independence States - CIS) โดยเฉพาะกับประเทศ CIS ที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย ดังนั้น รัสเซียจึงให้ความสำคัญกับกลุ่ม Shanghai 5 ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการปรึกษาหารือระหว่าง 5 ประเทศที่มีพรมแดนติดกันได้แก่ รัสเซีย จีน คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน และทาจิกิสถาน แต่ต่อมาความสนใจของกลุ่มได้ขยายออกไป ในเรื่องความมั่นคงภายในภูมิภาคและความร่วมมือในปัญหาข้ามชาติ อาทิ ปัญหาการก่อการร้าย และปัญหายาเสพติดจึงได้มีประเทศที่มิได้มีพรมแดนติดกันแต่อยู่ในภูมิภาค ได้แก่ อุซเบกิสถานขอเข้าร่วม กลุ่มShanghai 5 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Shanghai Forum แทน
3. ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบรอบทิศทาง (multi-directional foreign policy ) รัสเซียเริ่มให้ความสำคัญกับการดำเนินความสัมพันธ์กับเอเชีย-แปซิฟิกมากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นเสมือนศูนย์รวมของผลประโยชน์ร่วมของประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ รัสเซีย จีนและญี่ปุ่น นอกจากญี่ปุ่นกับจีนแล้ว ประเทศที่รัสเซียให้ความสนใจก็มี อินเดียและกลุ่มประเทศอาเซียน โดยรัสเซียมีความสัมพันธ์กับจีนและอินเดียในลักษณะ strategic partnership และความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นก็เริ่มดีขึ้น รัสเซียดำเนินนโยบาย “Look East” อย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างระบบอำนาจหลายขั้ว (multi-polar) ขึ้นถ่วงการเป็นประเทศมหาอำนาจหนึ่งเดียวของสหรัฐฯ
4. เข้ามามีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศที่สำคัญ ๆ เช่น เข้าร่วมกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรม G 7 เป็น G 8 ในการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เมืองเดนเวอร์ สหรัฐ ฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2540 เป็นครั้งแรก และได้เข้าเป็นสมาชิกใหม่ APEC ในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เดือนพฤศจิกายน 2541 นอกจากนี้ รัสเซียยังได้ขอสมัครเข้าเป็นสมาชิก WTO รวมทั้งแสดงความประสงค์ที่จะสมัครเป็นสมาชิก ASEM ด้วย ทั้งนี้ เพื่อแสดงว่ารัสเซียยังคงมีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ
5. ต่อต้านการขยายตัวของนาโตไปยังกลุ่มประเทศบอลติกและยูเครน ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เคยคัดค้านการเข้าเป็นสมาชิกนาโตของโปแลนด์ สาธารณรัฐเช็กและฮังการี ว่าประเทศเหล่านี้เคยอยู่ในเขตอิทธิพลของรัสเซีย การเข้าเป็นสมาชิกนาโตของประเทศเหล่านี้จะทำให้สหรัฐฯสามารถขยายอิทธิพลเข้ามาในเขตนี้ (รัสเซียได้ลงนาม The Foundation Act กับนาโต เมื่อเดือนพฤษภาคม 2540 ยอมรับการขยายสมาชิกของนาโตไปยังสาธารณรัฐเช็ก ฮังการี และโปแลนด์ เพื่อแลกกับการมีส่วนร่วมในการตัดสินปัญหาสำคัญที่นาโตมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากรัสเซียต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐอเมริกา และยุโรปและเพื่อมิให้รัสเซียต้องถูกโดดเดี่ยว ออกจากพัฒนาการของยุโรปและของสถานการณ์โลกโดยรวม) รัสเซียพยายามผลักดันและสนับสนุนให้มีการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ ผ่านทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งรัสเซียเป็นสมาชิกถาวรอยู่ สำหรับองค์การความร่วมมือในระดับภูมิภาคนั้น รัสเซียสนับสนุน OSCE มากกว่านาโตซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตเสื่อมลงในช่วงวิกฤตการณ์โคโซโว เนื่องจากการใช้กำลังโจมตียูโกสลาเวียของนาโตเพื่อแก้ไขปัญหาโคโซโว แต่ภายหลังที่ประธานาธิบดีปูตินเข้ารับหน้าที่แล้ว นโยบายต่างประเทศรัสเซียที่สำคัญเรื่องหนึ่งคือการปรับความสัมพันธ์กับนาโต
6. สนับสนุนการรวมประเทศระหว่างรัสเซียกับยูเครนและเบลารุส ซึ่งเป็นประเทศที่มีเชื้อสายสลาฟด้วยกัน เพื่อเป็นการดึงประเทศเหล่านี้กลับเข้ามาอยู่ภายใต้อิทธิพลรัสเซียอีกครั้ง
7. ผลักดันนโยบายลดอาวุธนิวเคลียร์ (เพื่อป้องกันมิให้สหรัฐฯ แก้ไขสนธิสัญญา
ลดอาวุธนิวเคลียร์ที่ทำไว้กับรัสเซีย เนื่องจากเกรงว่าขีดความสามารถในการพัฒนาอาวุธ
8. นิวเคลียร์ของสหรัฐฯ จะสูงกว่าตน) สนับสนุนนโยบายปราบปรามการก่อการ
ร้ายสากลและอาชญากรรมข้ามชาติ (เนื่องจากปัญหาเชชเนียและมาเฟียรัสเซีย)

ข้อมูนี้ คัดลอกมาจากเวบของกระทรวงการต่างประเทศ หากท่านต้องการข้อมูลที่อัพเดท สามารถเข้าชมได้ที่เวบไซต์ของ กระทรวงการต่างประเทศครับ

Bookmark and Share
SPONSOR
เรือสำราญ
 
  • ยุโรป
  • อเมริกา
  • เอเชีย
  • แอฟริกา
  • อเมริกาใต้
  • ออสเตรเลีย
  • ตะวันออกกลาง
  •  
    สาระน่ารู้ก่อนเดินทาง
    e-passport
    การขอหนังสือเดินทาง
    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
    คำนวณอัตราแลกเปลียน
    ข้อฎิบัติ กรมศุลกากร
    เชงเก้น วีซ่า
    สายการบินโอเรียนต์ไทย
    สายการบิน นกแอร์
    ต่างประเทศ ขาเข้า
    ต่างประเทศ ขาออก
    ตารางบินขาเข้า
    ตารางบิน ขาออก
    เชคเที่ยวบินทั่วโลก
    Check Your Trip
    บ้านพักเยาวชน
    YHA อังกฤษ
    YHA อเมริกา
    YHA ออสเตรเลีย
    YHA สวิส
    YHA ญี่ปุ่น
    YHA ฝรั่งเศส
    โฮสเทล ทั่วโลก
    โฮสเทล ยุโรป
    ติดต่อทำบัตรเยาวชน
    โทร 026287413-5
    เว็บไซต์สายการบิน
    เว็บไซต์สถานทูตในไทย
    เว็บไซต์รถเช่า
    ทีวีช่อง 3
    ทีวีช่อง 5
    ทีวีช่อง 7
    ทีวีช่อง 9
    Thai PBS
    ฟังวิทยุ FM88
    ฟังวิทยุ FM89
    ฟังวิทยุ Sweet FM
    ฟังวิทยุ HotWave
    ฟังวิทยุ Cool 93
    ฟังวิทยุ FM95
    ฟังวิทยุ 95.5
    ฟังวิทยุ จส100
    Major Cineplex
    SF Cinema
    Esplanade Cineplex
    Livescore
    Siam Sport


    ร้านอาหารไทยในบอสตัน

    VZ English version


    บริษัท วาเคชั่นโซน จำกัด ทะเบียนการค้าเลขที่ (3)362/2544 ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ 71004030001090
    ติดต่อทีมงานโทร.0897990051 Copyright 2001 Vacation Zone Co., Ltd. All Rights Reserved
    เพื่อนบ้านวันหยุด ชมเว็บไซต์เพื่อนบ้าน ติดต่อแลกลิงค์ คลิกที่นี่ครับ