ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง - ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 1'09'เหนือ และ 1'29'เหนือ กับเส้นแวงที่
103'36'เหนือ และ 104'25'เหนือ หรือประมาณ 137 กิโลเมตรเหนือเส้นศูนย์สูตร
พื้นที่ - ประกอบด้วยเกาะสิงคโปร์และเกาะใหญ่น้อยในบริเวณรอบ ๆ 63 เกาะ
มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 682.7 ตารางกิโลเมตร เกาะสิงคโปร์เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
มีความยาวจากทิศตะวันตกไปตะวันออกประมาณ 42 กิโลเมตร และความกว้างจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ประมาณ
23 กิโลเมตร
ภูมิอากาศ - อากาศร้อนชื้นตลอดปี และมีอุณหภูมิเฉลี่ย 26.8-31 องศาเซลเซียส
วันชาติ - 9 สิงหาคม (แยกตัวจากสหพันธรัฐมาเลเซีย เมื่อ 9 สิงหาคม 2508)
เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน - 8 สิงหาคม 2510
ภาษา - อังกฤษ (ภาษาราชการ) มาเลย์ จีนกลาง ทมิฬ
ศาสนา - พุทธ (42.5%) อิสลาม (14.9%) คริสต์ (14.6%) ฮินดู (4%)
ประชากร - 4.19 ล้านคน (2546)
เชื้อชาติ - ประกอบด้วยชาวจีน (76.5%) ชาวมาเลย์ (13.8%) ชาวอินเดีย (8.1%)
และอื่น ๆ (1.6%)
เวลา - GMT+0800 (เวลาที่สิงคโปร์เร็วกว่าเวลาในไทย 1 ชั่วโมง)
การเมืองการปกครอง
พรรคการเมือง
- ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลัก 3 พรรค ได้แก่ พรรค Peoples Action Party
(PAP) พรรค Singapore Democratic Party (SDA) และพรรค Workers Party (WP)
รูปแบบการปกครอง
- สาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว) โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข
และ นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร
- ผู้นำสำคัญทางการเมืองนายเอส อาร์ นาธาน (S. R. Nathan) ประธานาธิบดี นายลี
กวน ยู (Lee Kuan Yew) รัฐมนตรีอาวุโส นายโก๊ะ จ๊ก ตง (Goh Chok Tong) นายกรัฐมนตรี
ศาสตราจารย์ เอส จายากุมาร์ (Professor S. Jayakumar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
สถานการณ์การเมืองในสิงคโปร์
- สถานการณ์ทางการเมืองโดยทั่วไปของสิงคโปร์ยังคงมีเสถียรภาพและความมั่นคง
ภายใต้การบริหารของนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ โดยพรรค Peoples
Action Party (PAP) เนื่องจากการบริหารประเทศของพรรคดังกล่าวมีประสิทธิภาพดียิ่งมาโดยตลอด
เป็นที่พอใจของประชาชนส่วนใหญ่
- ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2544 โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง
84 คน พรรค PAP ซึ่งเป็นพรรคที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภามา ตั้งแต่สิงคโปร์เป็นเอกราช
ได้ที่นั่งในสภา 82 ที่นั่ง ในขณะที่พรรค Singapore Democratic Party (SDA)
และพรรค Workers Party (WP) ได้พรรคละ 1 ที่นั่ง คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันส่วนใหญ่เป็น
รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดเดิม ปัจจุบัน พรรค PAP กำลังเตรียมการถ่ายโอนอำนาจการบริหาร
จากผู้นำรุ่นที่สองคือนายโก๊ะ จ๊ก ตง ไปสู่ผู้นำคนต่อไป คือนายลี เซียน ลุง
บุตรของนายลี กวน ยู
- เมื่อ 28 เมษายน 2546 สำนักนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้ออกประกาศเกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรีสิงคโปร์
ซึ่งมีการปรับในหลายลักษณะทั้งการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น (4 ตำแหน่ง) การปรับตำแหน่งในระดับเท่ากันหรือลดลง
(6 ตำแหน่ง) และ การพ้นจากตำแหน่ง 1 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นไปตามคำร้องขอของรัฐมนตรีเอง
- เมื่อ 17 สิงหาคม 2546 นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้กล่าวในสุนทรพจน์วันชาติว่า
จะถ่ายโอนอำนาจให้นายลี เซียน ลุง รองนายกรัฐมนตรี ในปี 2548 ซึ่งเป็นไปตามความเห็นชอบจากทั้งคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่น
ๆ เพื่อให้นายลีมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่นายก รัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปี ก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี
2550 ซึ่งจะเป็นการให้โอกาสประชาชนเห็นผลงานของนายลี เซียน ลุง และสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน
สถานการณ์ความมั่นคงในสิงคโปร์
- เมื่อ 9-24 ธันวาคม 2544 สำนักงานความมั่นคงภายในสิงคโปร์ได้จับกุมบุคคล
ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย 15 คน โดยมีผู้ที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา
2 ปี จำนวน 13 คน (จาก 15 คน) ซึ่งเป็นสมาชิกองค์กรลับอิสลามชื่อ Jemaah
Islamiyah หรือ JI หรือกลุ่มชาวมุสลิมในสิงคโปร์ และเมื่อ 6 มกราคม 2545
ผู้ก่อการร้ายที่เหลือ 2 คนได้รับการปล่อยตัว โดยมีเงื่อนไขว่า ห้ามบุคคลทั้งสอง
ติดต่อกับกลุ่มก่อการร้ายใด ๆ เป็นเวลา 2 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่ม Moro
Islamic Liberation Front (MILF) เนื่องจากบุคคลทั้งสองมิได้เป็นสมาชิก กลุ่ม
JI แต่เคยบริจาคเงินให้แก่กลุ่ม MILF ทั้งนี้ เป้าหมายในการก่อการร้ายของบุคคลดังกล่าว
คือ ทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในสิงคโปร์
- เมื่อสิงหาคม 2545 ทางการสิงคโปร์ได้จับกุม ชาวสิงคโปร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายอีก
21 คน โดยเป็นสมาชิกกลุ่ม JI 19 คน และเป็นสมาชิกกลุ่ม MILF 2 คน
- สิงคโปร์เพิ่มมาตรการต่อต้านการก่อการร้าย อาทิ การออกพระราชบัญญัติต่อต้านการฟอกเงิน
และได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ ได้แก่ Home Front Security Centre, National
Security Secretariat และ Joint Counter-Terrorism Centre
- เมื่อมกราคม 2546 สิงคโปร์ได้จัดทำเอกสาร White Paper : the Jemaah Islamiyah
Arrests adn the Threat of Terrorism ซึ่งบรรจุข้อมูลและ รายละเอียดเกี่ยวกับการจับกุมและ
การสอบสวนกลุ่มบุคคลที่ถูกจับกุม 2 เมื่อธันวาคม 2544 และสิงหาคม 2545
- สิงคโปร์มีบทบาทแข็งขันในการต่อต้านการก่อการร้าย โดยเมื่อ 2 กันยายน 2546
นายโทนี่ ตัน รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และนายวอง กัน เส็ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ได้ร่วมกันแถลงเกี่ยวกับมาตรการการต่อต้านการก่อการร้ายของสิงคโปร์ โดยขอให้ผู้ประกอบการทุกแห่งเข้มงวดกับการรักษาความปลอดภัย
เนื่องจากสิงคโปร์ยังเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย ทั้งนี้ เนื่องจากสิงคโปร์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเปิดเผย
และหยุดยั้งการกระทำของกลุ่ม Jemaah Islamiyah (JI) และแม้ว่ารัฐบาลสิงคโปร์จะดำเนินการ
อย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีการดำเนินการใด
ๆ ของกลุ่มก่อการร้ายในสิงคโปร์ รวมทั้งกลุ่มก่อการร้ายก็ยังคงมีจุดมุ่งหมายเดิมคือการสร้างความไม่มั่นคง
ให้แก่สิงคโปร์และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล
เศรษฐกิจการค้า
1. ข้อมูลเศรษฐกิจทั่วไป
ระบบเศรษฐกิจ - เสรี
เงินตรา - ดอลลาร์สิงคโปร์
อัตราแลกเปลี่ยน
- 23.17 บาท/1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (มกราคม 2546)
- 1 ดอลลาร์สหรัฐ/1.70 ดอลลาร์สิงคโปร์ (มกราคม 2546)
GDP
- 90.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2545)
- 24.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไตรมาสที่ 3 ของปี 2546)
GDP Growth
- ร้อยละ 2.2 ( 2545)
- ร้อยละ 1.8 (ไตรมาสที่ 3 ของปี 2546)
- ร้อยละ 3.7 (ประมาณการไตรมาสที่ 4 ของปี 2546)
อัตราเงินเฟ้อ - ร้อยละ -0.4 (2545)
รายได้เฉลี่ยต่อหัว - 20,849 ดอลลาร์สหรัฐ (2545)
ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ - 96,324 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ธันวาคม 2546)
2. ข้อมูลการค้า
การค้าระหว่างประเทศ - มีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 277,138.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
(2546)
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ - มาเลเซีย สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง
ไต้หวัน ไทย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์
ความตกลงการค้าเสรี - สิงคโปร์ได้หาทางขยายขอบเขต ด้านเศรษฐกิจการค้าให้ครอบคลุม
ไปยังภูมิภาคอื่นที่มีศักยภาพ โดยได้เจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรี (Free
Trade Agreement) กับประเทศต่าง ๆ โดยนอกเหนือจากนิวซีแลนด์ในปี 2543 แล้ว
สิงคโปร์ได้ลงนามความตกลงกับญี่ปุ่น กลุ่มเขตการค้าเสรียุโรป (European Free
Trade Association: EFTA ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลิคเตนสไตน์
และไอซ์แลนด์) ในปี 2545 และในปี 2546 ได้ลงนามความตกลงไปแล้วกับออสเตรเลีย
และสหรัฐฯ นอกจากนั้น สิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงกับเม็กซิโก
แคนาดา เกาหลีใต้ อินเดีย ศรีลังกา จอร์แดน และอาเซียน-จีน และแบบไตรภาคีกับนิวซีแลนด์และชิลีด้วย
3. ภาวะเศรษฐกิจของสิงคโปร์
ภาวะเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2546
- ในช่วงครึ่งแรกของปี 2546 สภาวะการค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ชะลอตัวลง
เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามอิรักและการแพร่ระบาดของโรคหวัด SARS อย่างไรก็ดี
เศรษฐกิจของสิงคโปร์ได้ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2546 ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ขยายตัวได้ในอัตราร้อยละ
9.6 ทั้งนี้ คาดว่า ในปี 2547 การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์จะสามารถขยายตัวได้ถึงร้อยละ
8-10 และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 3-5
- นายโทนี่ ตัน รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ยังคงเปราะบางและ
จำเป็นจะต้องมีอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 3 ในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี
2547 เพื่อให้สิงคโปร์สามารถฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง และโดยที่สถานการณ์ระหว่างประเทศยังมีความไม่แน่นอน
รวมทั้งสิงคโปร์ประสบกับปัญหาในการแข่งขันกับจีน อินเดีย และประเทศเพื่อนบ้าน
อาทิ ไทยและมาเลเซีย สิงคโปร์จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสร้างสาขา
การส่งออกใหม่เพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของตน นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า
ในปี 2547 การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์จะได้รับประโยชน์จากการ ขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาค
ซึ่งมีจีนและอินเดียเป็นตลาดนำเข้าสำคัญ
- ในโอกาสกล่าวสุนทรพจน์ National Day Rally เมื่อ 17 สิงหาคม 2546 นายโก๊ะ
จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้ประกาศนโยบายการ ปรับลดอัตราการหักเงินสะสมใน
Central Provident Fund (CPF) เพื่อเป็นการลดภาระด้านการเงินของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
ตลอดจนเพื่อเพิ่มอัตราจ้างงานและขีดความสามารถในการแข่งขันของสิงคโปร์
4. สังคม
- เน้นการสร้างความสมานฉันท์ทางสังคม เนื่องจากสิงคโปร์มีลักษณะเป็นพหุสังคม
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐสิงคโปร์
สถาปนาความสัมพันธ์ - 20 กันยายน 2508
เอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์ - นายฐากูร พานิช (Mr. Thakur Panich) (เข้ารับหน้าที่เมื่อมกราคม
2546) สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำไทย - นายชัน เฮง เวง (Mr. Chen Heng Wing) (เข้ารับหน้าที่เมื่อ
5 กุมภาพันธ์ 2545) สถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย
สถานะความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สิงคโปร์
- ไทยและสิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันเมื่อ 20 กันยายน 2508
ความสัมพันธ์ได้ดำเนินมาอย่างราบรื่นบนพื้นฐานความ สัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาตลอด
39 ปี และได้พัฒนาไปเป็นลักษณะ หุ้นส่วน ที่พร้อมจะให้ความร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
เนื่องจากไทยและสิงคโปร์มีจุดแข็งและมีศักยภาพที่เอื้อประโยชน์ต่อกันเป็นอย่างดี
ไทยมีทรัพยากรธรรมชาติ มีแรงงานจำนวนมาก และมีพื้นที่กว้างใหญ่ ส่วนสิงคโปร์มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีระดับสูงด้านอุตสาหกรรม
ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่น้อย ซึ่งได้มีการนำจุดแข็งที่ทั้งสองฝ่ายมีมาใช้ร่วมกันจนนำ
ไปสู่การส่งเสริมความสัมพันธ์และการพัฒนาร่วมกันที่ยั่งยืน
1. กลไกความสัมพันธ์ทวิภาคี
โครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานข้าราชการพลเรือนไทย-สิงคโปร์ (Thailand-Singapore
Civil Service Exchange Programme CSEP)
- ตั้งเมื่อปี 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้หน่วยราชการไทยและ สิงคโปร์มีโอกาสพบปะอย่างใกล้ชิดและสร้างความคุ้นเคยระหว่างกัน
อันจะนำไปสู่การขยายความร่วมมือที่ดีต่อไป มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ
เป็นประธานร่วม ในปัจจุบันการประชุมดังกล่าวได้ส่งผลให้ความร่วมมือต่าง ๆ
อยู่ภายใต้กลไกที่เป็นระบบ มีลักษณะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและเป็น หุ้นส่วน
กันมากขึ้น โดยสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม CSEP ครั้งที่ 5 ระหว่าง
27-28 พฤศจิกายน 2545 และไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุม ครั้งที่ 6 เมื่อ 17-18
พฤศจิกายน 2546
Singapore-Thailand Enhanced Economic Relationship (STEER)
- นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้งขึ้นเมื่อกุมภาพันธ์ 2545 เพื่อเป็นกลไกหลักในการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจทวิภาคี
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีบัญชามอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ
(นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เป็นหัวหน้าหน่วยประสานงานฝ่ายไทย โดยหัวหน้าหน่วยประสานงานฝ่ายสิงคโปร์คือ
พลจัตวาจอร์จ เยียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม สิงคโปร์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม
STEER ครั้งที่ 1 ระหว่าง 25-27 สิงหาคม 2546 และไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม
STEER ครั้งที่ 2 ในปี 2547
2. ความสัมพันธ์ด้านต่าง ๆ
2.1 การเมืองและความมั่นคง
ภาพรวม
- สิงคโปร์และไทยมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ผู้นำของไทยและสิงคโปร์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด
และมีวิสัยทัศน์ที่คล้ายคลึงกัน ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนการเยือนกันในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง
- กองทัพไทยและสิงคโปร์มีความสัมพันธ์และความร่วมมือ ที่ดีต่อกัน ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวมีลักษณะ
หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในภูมิภาค โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารร่วมระหว่างกองทัพไทย-สิงคโปร์
ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องต่าง
ๆ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศ รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้บังคับบัญชา
ระดับสูงของกองทัพทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกองทัพเรือไทย-สิงคโปร์
เพื่อพัฒนาขีดความสามารถและความสัมพันธ์ระหว่าง กองทัพเรือของทั้งสองประเทศ
โดยทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการฝึกและการซ้อมรบร่วมกัน
โดยไทยอนุญาตให้สิงคโปร์ใช้พื้นที่ในการฝึกและมีการ ฝึกอบรมบุคลากรทางทหารร่วมกัน
อาทิ การฝึกร่วมผสม (Cobra Gold)
การแลกเปลี่ยนการเยือน
- ไทยและสิงคโปร์มีการแลก เปลี่ยนการเยือนอย่างต่อเนื่อง การเยือนของฝ่ายไทยในช่วงตั้งแต่ปี
2539 ที่สำคัญ ได้แก่ การเสด็จเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
สยามมกุฎราชกุมาร (2-4 กรกฎาคม 2542) การเสด็จเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี (12-17 เมษายน 2543 และ 22-25 มิถุนายน
2543) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีกำหนดจะเสด็จฯ เยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ
ระหว่าง 12-14 พฤษภาคม 2547 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (นายบรรหาร
ศิลปอาชา) ระหว่าง 30 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2539 การเยือนอย่างเป็นทางการของ
นายกรัฐมนตรี (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) ระหว่าง 20-21 มีนาคม 2540 การเยือนอย่างเป็น
ทางการของนายกรัฐมนตรี (นายชวน หลีกภัย) ระหว่าง 17-18 ตุลาคม 2542 การเยือนอย่างเป็น
ทางการของนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) ระหว่าง 20-23 สิงหาคม
2544 การเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ (นายประจวบ
ไชยสาส์น) ระหว่าง 4-5 กุมภาพันธ์ 2540 การเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่า
การกระทรวงการต่างประเทศ (ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เพื่อพบหารือกับนายลี
กวน ยู รัฐมนตรีอาวุโสสิงคโปร์ (2-3 สิงหาคม 2545) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
(ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เยือนสิงคโปร์เพื่อเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการ
ประชุม CSEP ครั้งที่ 5 (27-28 พฤศจิกายน 2545) เมื่อ 12 สิงหาคม 2546 รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการต่างประเทศ (ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เดินทางไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการต่างประเทศ สิงคโปร์เกี่ยวกับแนวคิดว่าด้วยการจัดทำ Roadmap ไปสู่ประชาธิปไตยในพม่า
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เยือนสิงคโปร์เพื่อร่วมประชุม STEER
ครั้งที่ 1 ระหว่าง 25-27 สิงหาคม 2546 และพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนสิงคโปร์เพื่อหารือกับนายโก๊ะ
จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ (Singapore-Thailand Prime Ministerial Retreat
ครั้งที่ 2) และร่วมพิธีเปิดสำนักงานเลขาธิการเอเปค (5-7 กันยายน 2546)
- การเยือนที่สำคัญของฝ่ายสิงคโปร์ ตั้งแต่ปี 2544 ได้แก่ การเยือนอย่างเป็นทางการของ
ศ. เอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการประชุม
CSEP ครั้งที่ 4 (15-16 พฤศจิกายน 2544) การเยือนอย่างเป็นทางการของนายโก๊ะ
จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และคณะ (18-20 กุมภาพันธ์ 2545) การเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ (ศ. เอส จายากุมาร์) เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรียุติธรรมอาเซียน
(17-18 มิถุนายน 2545) และเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือเอเชีย (18-19 มิถุนายน
2545) การเยือนอย่างเป็นทางการของพลจัตวา จอร์จ เยียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์
เพื่อเข้าร่วมงาน ASEAN Trade Fair และเข้าเยี่ยมคารวะนายพรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช
รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเกี่ยวกับการประชุม STEER (13-15 ตุลาคม 2545)
การเยือนของนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อร่วม Thailand-Singapore
Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดภูเก็ต (10-12 มกราคม 2546)
การเยือนอย่าง เป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (นายโก๊ะ จ๊ก ตง) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์
(ศ. เอส จายากุมาร์) เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียนและผู้นำอาเซียน-จีนสมัยพิเศษว่าด้วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง
(29 เมษายน 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของ ศ. เอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์
เพื่อเข้าร่วมการ ประชุมความร่วมมือเอเชีย (21-22 มิถุนายน 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของนายโก๊ะ
จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปค ครั้งที่
11 (20-21 ตุลาคม 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของ ศ. เอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์
ในโอกาสเป็นประธาน ร่วมในพิธีเปิดการประชุม CSEP ครั้งที่ 6 (17-18 พฤศจิกายน
2546) การเยือนอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลของนาย ลี กวน ยู รัฐมนตรีอาวุโส
ในโอกาสกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thammasart Business School International
Forum 2003 ระหว่าง 14 17 ธันวาคม 2546 การเยือนอย่างเป็นทางการของ ผช.ศ.
โฮ เป็ง คี รัฐมนตรีแห่งรัฐอาวุโส ดูแลด้านมหาดไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอา
เซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 4 และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ
+ 3 (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) ระหว่าง 7-10 มกราคม 2547 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายโทนี่
ตัน เคง ยัม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประสานงาน ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ดูแลด้านความมั่นคงและกลาโหมสิงคโปร์ ในโอกาสเข้า รับตำแหน่งใหม่ ระหว่าง
12-16 มกราคม 2547 การเยือนอย่างเป็นทางการของนาย ลี ย็อค ซวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ
ต่างประเทศคนที่ 2 เพื่อเข้าร่วมการประชุม Forum on International Support
for National Reconciliation in Myanmar เมื่อ 15 ธันวาคม 2546 นายแพทย์
วิเวียน บารากริชนัน รัฐมนตรีแห่งรัฐ ดูแลด้านการพัฒนาแห่งชาติ เยือนไทยอย่างเป็นการเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเกี่ยวกับ
โรคระบาดในสัตว์ปีก เมื่อ 28 มกราคม 2547 และนายเอส อาร์ นาธาน ประธานาธิบดีสิงคโปร์
มีกำหนดเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะ (State Visit) ระหว่าง
17-21 มกราคม 2548
- การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำของไทยและสิงคโปร์ เพื่อร่วม Prime
Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 และ 2 ได้แก่
1) Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 ซึ่ง นายโก๊ะ
จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และคณะ ซึ่งประกอบด้วย นายเอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
พลจัตวาจอร์จ เยียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม นายเยียว เชียว
ตง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและข้าราชการระดับสูง จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางเยือนไทย
ระหว่าง 10-12 มกราคม 2546 ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วม Thailand-Singapore
Prime Ministerial Retreat ณ จังหวัดภูเก็ต โดยมีการหารือในทั้งประเด็นทวิภาคี
ระดับภูมิภาค และระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ครั้งนี้ประสบ
ความสำเร็จเป็นอย่างดี และนับเป็นมิติใหม่ของการหารือ ที่ผู้นำประเทศทั้งสองร่วม
ระดมสมองและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น อย่างตรงไปตรงมาในประเด็นต่าง ๆ ที่อยู่ในความสนใจและเป็นข้อกังวลร่วมกัน
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ได้พัฒนา ไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนกันอย่างแท้จริง
2) Singapore-Thailand Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 2 เมื่อ 5-7 กันยายน
2546 ซึ่งนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสิงคโปร์ตามคำเชิญของ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์
เพื่อเข้าร่วม Singapore-Thailand Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 2
ซึ่งจัดต่อเนื่องกับ Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ครั้งที่
1 ในการเยือนสิงคโปร์ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับเชิญให้เป็นประธานในการเปิดสำนักเลขาธิการ
เอเปคอย่างเป็นทางการร่วมกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ด้วย
2.2 ด้านการค้า การลงทุน และการเงิน
การค้า
- ในปี 2546 ทั้งสองฝ่ายมีมูลค่าการค้ารวม 9,088.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกของไทยไปสิงคโปร์มีมูลค่า
5,853.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้าของไทยจากสิงคโปร์มีมูลค่า 3,234.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าสิงคโปร์ 2,618.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ในปี 2546 ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 8 ของสิงคโปร์ (รองจากมาเลเซีย สหรัฐฯ
สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และไต้หวัน) และสิงคโปร์เป็นคู่ค้าลำดับที่
4 ของไทย (รองจากญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป)
สินค้านำเข้าจากไทย - เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, น้ำมันสำเร็จรูป,
แผงวงจรไฟฟ้า, เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ, ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน,
มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า, อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอต, เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น
ๆ, รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์
สินค้าส่งออกมาไทย - เคมีภัณฑ์, แผงวงจรไฟฟ้า, เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ,
เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม, ผลิตภัณฑ์โลหะ,
เครื่องใช้ไฟฟ้า, น้ำมันสำเร็จรูป, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, และกระดาษ กระดาษแข็ง
และผลิตภัณฑ์
ด้านการลงทุน - ในปี 2546 สิงคโปร์เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับ 6 ของไทย (รองจากญี่ปุ่น
สหภาพยุโรป สหรัฐฯ มอริเชียส และไต้หวัน) การลงทุนสุทธิคิดเป็นมูลค่า 290.21
ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้านการธนาคาร
- ธนาคารของสิงคโปร์ได้ขยายสาขามาดำเนินธุรกรรม การเงินในไทย 4 ธนาคาร ได้แก่
ธนาคาร Development Bank of Singapore (DBS), Overseas Chinese Banking Corporation
(OCBC), United Overseas Bank (UOB) และ Overseas Union Bank (OUB) โดยดำเนินการภายใต้กรอบกิจการวิเทศธนกิจ
(BIBF) โดย 2 ธนาคารหลังได้รับอนุญาตตามความตกลงพิเศษใน การแลกเปลี่ยนสาขาธนาคารเพิ่มเติม
ระหว่างกระทรวงการคลังของสองประเทศ นอกจากนี้ ในช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ
ธนาคาร UOB ได้ซื้อหุ้นธนาคารรัตนสินเป็นจำนวนร้อยละ 75 และเข้ามาบริหารงาน
อย่างเป็นทางการ รวมทั้งเปลี่ยนชื่อธนาคารเป็นธนาคาร UOB รัตนสิน จำกัด
- ธนาคารของไทย 3 แห่ง ได้ขยายสาขาและ เปิดบริการที่สิงคโปร์ คือ ธนาคารกรุงเทพ
ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ อย่างไรก็ดี มีเพียงธนาคารกรุงเทพเพียงธนาคารเดียวที่ได้รับอนุญาต
ให้ดำเนินกิจการธนาคารอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนธนาคารไทยอีก 2 แห่ง มีขอบเขตการประกอบกิจการเพียงการให้บริการ
กู้ยืมระหว่างประเทศในลักษณะของ off-shore banking
ด้านแรงงาน - มีแรงงานไทยในสิงคโปร์ประมาณ 48,000 คน (2546) ซึ่งลดจำนวนลงจากประมาณ
70,376 คน ในปี 2544 อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ทำให้ลดการจ้างงาน
โดยเฉพาะในภาคการก่อสร้าง ซึ่งมีแรงงานไทยทำงานเป็นจำนวนมาก
2.3 สังคมและวัฒนธรรม
ด้านการท่องเที่ยว
- ประชาชนสิงคโปร์มีความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยในระดับดี เนื่องจากมีความนิยมชมชอบเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย
ตลาดนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์จึงเป็นหนึ่งในตลาดหลักของการท่องเที่ยวของไทย
- ในช่วงไตรมาสที่ 1 3 ของปี 2546 ชาวสิงคโปร์เดินทาง เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นจำนวน
330,242 คน เป็นลำดับที่ 8 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมา ไทยทั้งหมด ลดลงจาก
ช่วงเดียวกันของปี 2545 ร้อยละ 11.39 (ในปี 2545 ชาวสิงคโปร์เดินทางเข้ามา
ท่องเที่ยว ประเทศไทยเป็นจำนวน 547,796 คน เป็นลำดับที่ 7 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยทั้งหมด
เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2544 ร้อยละ 2.82) ส่วนคนไทย เดินทางไปเที่ยวสิงคโปร์ในปี
2546 เป็นจำนวน 235,728 คน เป็นลำดับที่ 10 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทาง ไปสิงคโปร์ทั้งหมด
ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2545 ร้อยละ 10.7 (ในปี 2545 เป็นจำนวน 263,753
คน เป็นลำดับที่ 11 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสิงคโปร์ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วง
เดียวกันของปี 2544 ร้อยละ 1.1)
ด้านวัฒนธรรม
- ไทยและสิงคโปร์มีความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างกันภายใต้กรอบการประชุม
CSEP และกรอบโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนอุปกรณ์และสื่อที่ใช้เผยแพร่วัฒนธรรม
(เทปวิทยุและโทรทัศน์ การขับร้อง) การแสดงนาฏศิลป์และการละคร นับว่าช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดีงามระหว่างสองประเทศ
และช่วยในการแก้ไขภาพลักษณ์ รวมทั้งเผยแพร่ขนบธรรมเนียมและประเพณีไทย นอกจากนี้
ภาครัฐและภาคเอกชนสิงคโปร์ยังได้จัดโครงการ แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเพื่อเปิดโอกาส
ให้เยาวชนไทยได้เดินทางไปทัศนศึกษาและพักร่วมกับครอบครัว ชาวสิงคโปร์ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจวัฒนธรรม
ความเป็นอยู่ของชาวสิงคโปร์ได้มากขึ้นอีกทางหนึ่ง
- ที่ประชุม CSEP ครั้งที่ 6 เห็นพ้องว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินโครงการ
แลกเปลี่ยนศึกษาดูงานของบุคลากรในด้านต่าง ๆ รวมทั้ง การจัดการด้านวัฒนธรรม
และศิลปะร่วมสมัย ความร่วมมือด้านพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตภาพยนตร์ร่วมกัน
นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะหารือกันต่อไปในการจัดทำบันทึก ความเข้าใจด้านหอจดหมายเหตุ
และการจัดงานแสดงประวัติความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในโอกาส ที่ประธานาธิบดีสิงคโปร์จะเยือนไทยในฐานะ
พระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 2548 ซึ่งครบรอบ 40 ปีแห่งการสถาปนา
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสิงคโปร์
--------------------
คลิ๊กตัวอักษรด้านล่าง เพื่อเข้าสู่เว็บไซด์ต่าง ๆ
ทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์
รัฐบาลสิงคโปร์
สำนักนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์
กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์
กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์
การท่องเที่ยวสิงคโปร์
ศูนย์ข้อมูลสิงคโปร์
กุมภาพันธ์ 2547
เรียบเรียงโดย กองเอเชียตะวันออก 1 กรมเอเชียตะวันออก โทร. 02-643-5195-6
E-mail: div1102@mfa.go.th
ข้อมูลนี้ คัดลอกมาจากเวบของกระทรวงการต่างประเทศ
หากท่านต้องการข้อมูลที่อัพเดท สามารถเข้าชมได้ที่เวบไซต์ของ กระทรวงการต่างประเทศครับ
|