เนื่องจากเวลามีเหลือเกือบครึ่งชั่วโมง เราสองคนก็เลยกลับขึ้นไปข้างบนเดินเล่นในร้านค้า ซื้อขนม สลัดผักกล่อง และสลัดมักกะโรนีกล่อง สำหรับไว้ทานบนรถไฟ เราไม่ได้เดินเพลินจนตกรถไฟครับ เรามารอรถไฟ พอรถไฟมา เราก็ตื่นเต้นมาก ผมแบกกระเป๋าใบใหญ่ ภรรยาแบกเป้กระโดดขึ้นรถไฟ หาที่นั่งสบายๆ วางกระเป๋าใบใหญ่ไว้ใกล้ๆ นั่งอย่างสบายใจ ผมบอกตัวเอง "ทำไม กูเจ๋งอย่างนี้วะ" ก่อนที่จะต้องซีดเผือด เมื่อภรรยาถามออกมาหน้าตื่น "แล้วถุงสีขาวล่ะ" ระบบประมวลผลของผมทำงานทันที ถุงสีขาวของ King's Power Duty Free Shop ข้างในมีหนังสือนิยายเรื่องล่าสุดของไมเคิล ไครซตัน มีตั๋ว SwissPass และที่สำคัญที่สุดรายละเอียด และแผนการเดินทางทั้งหมดที่ผมใช้เวลานับเดือนรวบรวม และจัดทำขึ้น ระบบประมวลผลของผมเหมือนเจอไวรัสร้าย มันรวนไปหมด ผมทำการรีสตาร์ทระบบ แล้วเริ่มโทษความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไปทุกอย่างยกเว้นตัวเอง (ที่จริงผมนั่นแหละที่สมควรโดนเตะ แต่ตอนนั้นระบบผมรวน) ผมทั้งเซ็ง ทั้งโกรธ และทั้งกลัว แต่ในภาวะแบบนี้ผมต้องเป็นผู้นำ "เราต้องกลับไปเอา" ผมบอกตัวเอง และภรรยาที่ซี๊ดสลด (ที่จริงเธอขาวจนไม่น่าเชื่อว่าจะซี๊ดได้อีก นี่คงเป็นอาการหน้าถอดสีแน่ๆ) เรามาถึงสถานี Z?rich HB หรือ Z?rich Hauptbahnhof หรือ สถานีรถไฟหลักของซูริค ผม กับภรรยาลากกระเป๋าลงจากรถไฟด้วยอาการสลดต่างกับตอนขึ้นเป็นอย่างมาก ความตึงเครียดขึ้นไปถึงขีดสุด ผมเห็นเจ้าหน้าที่รถไฟจึงเดินเข้าไปหา "Excuse me" ผมว่าไป "Yes" ตาลุงนั่นตอบมา "I left my SwissPass at the airport. You know. When the train arrived, we were so excited that we just jumped in" เจ้าหน้าที่รับฟัง ทำหน้าเห็นใจสุดซึ้ง แล้วบอกว่า "There is a train office right there. They can help you" ผมรีบไปตามที่เขาบอก เจ้าหน้าที่ที่นั่นก็บอกให้ผมไปที่ Lost and Found Office "Go Straight On, Turn Left, and Turn Right." เอ้า! ไปก็ไปวะ ผมหา Lost and Found Office จนเจอ (มันหาไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากครับ ที่นี่ป้ายเป็นภาษาเยอรมัน ซึ่งผมอ่านไม่ออก แต่ก็โชคดีที่มันมีป้ายเป็นรูปกระเป๋าด้วย) เจ้าหน้าที่รับฟังผมที่ทำหน้าเศร้าสุดๆ ฉายหนังเรื่องเดิมซ้ำเป็นครั้งที่สาม คอยถามรายละเอียดซ้ำมาตลอด "What Color? What's inside? Where did you leave it?" "เออ! ไอ้นี่เข้าท่าเว้ย" ผมคิดในใจ ถามเข้าจุดดี นายคนนี้ก็โทรศัพท์กลับไปที่สถานีที่สนามบิน คุยอะไรกันอยู่สักครู่ ก็บอกให้เรานั่งคอยก่อน เพราะเจ้าหน้าที่ทางโน่นจะต้องเดินลงมาดู แล้วถึงจะบอกได้ ระหว่างนี้ยูสองคนก็ไปเคินเล่นกันก่อน หากาแฟดื่มสักแก้วแล้วค่อยกลับมา ผม กับภรรยาไม่มีอารมณ์ไปเดินเล่นก็เลยนั่งรอกันอยู่ เวลาผ่านไปร่วม 20 - 30 นาที เจ้าหน้าที่ก็มาบอกว่าทางโน่นเจอแล้ว แต่เราต้องกลับไปเอาเอง (ตอนนั้นระบบผมคงรวนมากถึงคิดว่าคงจะมีคนเอามาให้ ฝันไปรึเปล่าเพื่อน!) ผมเลยต้องซื้อตั๋วกลับไปที่สนามบินตั้งสิบกว่าฟรังก์ (เสียดายมาก ไม่น่าเลย เพราะไม่มีใครมาตรวจตั๋วเลย) ขากลับนี่ตลกมาก เราดันไปขึ้นรถขบวน "ห้ามพูด" คือพอเข้าไปนี่รู้สึกได้เลยว่ามีอะไรผิดปกติ คือมันเงียบมาก เงียบจริงๆ เป็นแบบบรรยากาศ "มาคุ" เลยครับ ขบวนปกตินี่ก็เงียบอยู่แล้ว คือไม่ค่อยมีคนคุยเสียงดัง ขบวนนี้ยิ่งเข้าไปใหญ่ มีแต่ผู้สูงอายุนั่ง และเงียบจนอึดอัด ขนาดที่ต้องเอามือถือออกมาเขียนข้อความคุยกันน่ะครับ พอไปถึงสนามบินก็มีเรื่องยุ่งๆ เกิดขึ้นอีกจนได้ เมื่อผมไปถามเจ้าหน้าที่ว่า Lost and Found อยู่ไหน และเขาก็บอกมา ซึ่งผมก็ไป
พอไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ Lost and Found ก็บอกว่าอะไร ไม่รู้เรื่อง ไม่มีการเจออะไรทั้งนั้น ผมก็อ้าว! ก็ไอ้ทางนั้นมันโทรมาแล้วนี่หว่า มันบอกว่าทางนี้ได้ของไว้แล้วด้วย เถียงกันสักครู่เธอก็ถามว่ายูลืมที่ไหน ผมก็บอกว่าก็ที่ชานชะลา เธอก็เลยบอกว่าก็นี่มัน Lost and Found ของสนามบิน ถ้ายูลืมไว้ที่ชานชะลา ยูก็ต้องไปที่ Lost and Found ของสนานีรถไฟ (ซึ่งก็อยู่ในสำนักงานรถไฟสวิสที่ผมไป Activate ตั๋วนั่นเอง) เวร! หน้าแตกเลยเรา ผมเลยต้องจรลีกลับไปนั่นอีกครั้ง ปัญหาต่อมาที่ผมเจอก็คือมันไม่มีคำว่า Lost and Found และผมก็อ่านภาษาเยอรมันไม่ออก ภรรยาผมก็อ่านไม่ออก ผมก็เลยเอาวะสุ่มมาเคาน์เตอร์หนึ่ง แล้วเดินเข้าไปถามว่า Lost and Found อยู่ไหน เจ้าหน้าที่สาวก็ตอบว่าก็ที่นี่แหละ แล้วชี้ไปที่ป้าย ผมก็แบบว่าก็กรูอ่านภาษาเยอรมันไม่ออกนี่หว่า แต่ก็ไม่ติดใจ แจ้งเธอไปว่าผมกำลังหาอะไร เธอก็ถามว่ายูคือคนที่โทรมาจากสถานี Z?rich Hauptbahnhof ผมก็บอกว่าใช่ เธอก็เลยไปเอาถุงของเรามาให้ ผมดีใจมากที่ได้ของคืนครบถ้วนทั้งหนังสือของผม ตั๋ว SwissPass มูลค่า 16,560 บาท และที่สำคัญที่สุดรายละเอียดแผนการต่างๆ เพราะผมคงเคว้งคว้างไม่รู้จะเที่ยวยังไงเลยถ้าปราศจากมัน แต่ระยะเวลารอคอยที่ยาวนาน และการเดินทางกลับมาที่สนามบินก็ทำให้เราต้องพลาดขบวนรถไฟทั้งสองขบวนที่วางแผนเอาไว้ ผมจึงต้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว ซึ่งเธอก็ดีใจหายช่วยทำแผนใหม่ออกมาให้ ครั้งแรกเธอทำผิด เพราะวางแผนจะให้เราขึ้นไปที่ Murren ทางรถราง (Murren BLM) แต่เราต้องการไปทางรถเคเบิ้ล (Murren LSMS) คือทางขึ้นเมือง Murren มันมีทางขึ้นได้ 2 ทาง คือ ทางรถราง และรถเคเบิ้ล ถ้าไปทางรถรางอาจจะสะดวกกว่าเพราะสถานีรถรางอยู่ติดกับสถานีรถไฟที่เมือง Lauterbrunnen เลย แต่ถ้าไปรถเคเบิ้ล จะต้องนั่งรถบัสต่อไปที่ เมือง Stechelberg แต่เนื่องจากที่พักของเราบน Murren อยู่ติดกับสถานีรถเคเบิ้ล ก็เลยต้องไปทางรถเคเบิ้ล (ที่จริงขึ้นไปข้างบนแล้วก็ไม่ได้ไกลกันมากหรอกครับ เมืองทั้งเมืองมีระยะห่างกันแค่ประมาณกิโลเมตรกว่าๆ เท่านั้น แต่เนื่องจากมีกระเป๋าก็เลยไม่ค่อยอยากลากไป แล้วตอนวางแผนก็แบบว่าไม่รู้อะไรเป็นอะไร เอาชัวร์ไว้ก่อนดีกว่า) ผมเลยต้องจับรถไฟออกจากสนามบินซูริครอบ 10.40 แทน จากนั้นการต่อรถต่างๆ ก็ค่อนข้างเหมือนกับแผนเดิมของผม เพียงแต่ร่นลงไปอีกหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น รถไฟที่นี่คุณภาพดีมากครับ ค่อนข้างสะอาด แล้วก็นั่งสบายดี บางขบวนอย่างเช่นขบวนที่ผมใช้ตอนนี้จะมีสองชั้น ส่วนห้องน้ำก็สะอาดสะอ้านดี คุณภาพประมาณห้องน้ำในเครื่องบินครับ