Bookmark and Share
 
จองโรงแรมออนไลน์
  
 
จองผ่าน Octopus
 
จองผ่าน GTA-Travel
 
จองผ่าน Agoda.Co.th
 
จองโรงแรมในประเทศไทย
จองโฮสเทล Hostel
ขั้นตอนการโพสต์รูป
จองตั๋วเครื่องบิน
 
จองตั๋วเครื่องบินด้วยตัวเอง
ตรวจสอบการจองตั๋ว
ประกันการเดินทาง
IAG ออนไลน์ (NZI)
กรุงเทพประกันภัย
ทิพยประกันภัย
Chartis
Mondial Assistance
ACE Insurance
บูพา ประกันสุขภาพ
เมนูโซน
 
รับทำผ้าบาติก
วีซ่าแคนาดา
ตั๋วรถไฟในยุโรป
ข้อมูลยอดเขา จุงฟราว
เรือสำราญ รอยัล แคริบเบียน
ขั้นตอนการส่งภาพเข้าประกวด
ประเภทของ ตั๋วรถไฟในยุโรป
การขอวีซ่าประเทศต่างๆ
7 สิ่งมหัศจรรย์
วันสงกรานต์
วีซ่า อังกฤษ
วีซ่า อเมริกา
วันวาเลนไทน์
วันพ่อแห่งชาติ
พรบ คอมพิวเตอร์
การบินไทย
อัตราแลกเปลี่ยน
บัตรโทรศัพท์ iSIM
บัตรโทรศัพท์ iTalk
ออกแบบเวบท่องเที่ยว
สถานทูตไทยในต่างประเทศ
VZ Agencies Pluz
Wall Paper
ททท
องค์การส่งเสริมท่องเที่ยว

 ทวีปเอเซีย
 ทวีปออสเตรเลีย
 ทวีปยุโรป
 ทวีปแอฟริกา
 การขอวีซ่า ประเทศแถบแอฟริกา
 ทวีปอเมริกาใต้
 ข้อมูลท่องเที่ยว
 สถานที่ท่องเที่ยว
 บริษัทท่องเที่ยว
 ภาพถ่ายในต่างแดน
 ประกันการเดินทาง
 โหวตสายการบิน
 โหวตบริษัทท่องเที่ยว
อ่านบทสัมภาษณ์คุณ ริน
อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ จิ๋น
อ่านบทสัมภาษณ์ คุณ Ham&Cheese
อ่านบทสัมภาษณ์ คุณ ติ๊ก
 My Vienna
(คุณ ริน)
 ออสเตรีย เยอรมัน
(คุณแนท)
 สวิตเซอร์แลนด์
(คุณ Sak)
 ย่ำเกาหลี 7 วัน
(คุณสิงหา)
 Europe Romance
(คุณ จิ-นดา)
ผ้าบาติกสินค้าฝีมือคนไทย
รับซ่อมเครื่องหนัง
ความคิดเห็นของผู้ชมเวบ
ภาพสถานที่ท่องเที่ยว




ร้านอาหารไทยในบอสตัน

 






บันทึกการเดินทางสวิตเซอร์แลนด์ 2 - 9 พฤษภาคม 2547
บันทึกการเดินทางสวิตเซอร์แลนด์ 2 - 9 พฤษภาคม 2547
"คลิ๊กที่เดียว เที่ยวทั่วโลก"
บันทึกการเดินทางสวิตเซอร์แลนด์ 2 - 9 พฤษภาคม 2547
Before The Trip
สวิตเซอร์แลนด์ เป็นดินแดนในฝันของหลายๆ คน แต่บอกตรงๆ นะว่าผมไม่ค่อยพิศวาสประเทศนี้ซะเท่าไหร่ แล้วก็ไม่เคยคิดจะไปด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่ว่าประเทศสวิสเป็นหนึ่งในประเทศที่ภรรยาสุดที่รักของผมอยากไปมากๆ
รายการท่องเที่ยวของบริษัทต่างๆ ถูกเธอส่งมาให้ดูอยู่อย่างสม่ำเสมอ และด้วยความที่ผมไม่ใคร่ (ไม่กล้า) จะขัดใจเธอนัก เราจึงมีการตกลงกันคร่าวๆ ว่าจะการเดินทางไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์กันในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ แต่ด้วยเหตุว่าผมไม่สามารถจะลาพักร้อนในช่วงเวลาดังกล่าวได้ เราจึงต้องเปลี่ยนตารางการเดินทางมาเป็นช่วงวันหยุดวันแรงงานแทน โดยผมจะต้องลางานเป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้ได้เวลาทั้งหมด 9 วัน
พอได้กำหนดการคร่าวๆ เราก็เริ่มวางแผน และจองตั๋วเครื่องบินที่พัก
สำหรับตั๋วโดยสารเครื่องบิน ช่วงหลังๆ นี่สวิสแอร์ลุยหนักมาก โฆษณาสรรพคุณของเครื่องลำใหม่ของเขาว่าดีแสนดีแค่ไหน จนผมอยากจะทดลองใช้บริการดูสักครั้ง หลังจากเป็นลูกค้าที่ซื่อสัตย์ของการบินไทยมาโดยตลอด
ในช่วงนั้น สวิสแอร์ยังร่วมกับการท่องเที่ยวสวิสออกแพ็คเกตออกมา ซึ่งก็น่าสนใจมาก และคงน่าสนใจจริงๆ เพราะเต็มตลอด ในที่สุดเราก็เลยตัดสินใจว่าคงจะอาศัยการบินไทยอีกครั้ง ซึ่งจะได้ประหยัดด้วยเพราะได้ใช้ตั๋วไมล์สะสม
หลังจากจองตั๋วเครื่องบินได้ ผมก็เริ่มจองโรงแรม ตามแผนการเราจะไปนอนกันที่ Murren 2 คืนแรก, Interlaken 2 คืนถัดมา, และ Zurich 2 ในคืนสุดท้าย
สำหรับโรงแรมที่ Murren นี้ ผมไปเจอในเวบของ Mt. Shilthorn เห็นบรรยากาศแล้วก็รู้สึกว่าอยากจะไปพักมาก ก็เลยตัดสินใจจองที่นี่ แม้ว่าการเดินทางดูเหมือนว่าจะมีความยุ่งยากลำบากไม่ใช่น้อยเลย
ส่วนโรงแรมอีก 2 แห่ง และตั๋วรถไฟ SwissPass ผมจองผ่าน DietTravel เอเจนซี่ในเครือของบริษัทดีทแฮลม์
ตั๋ว SwissPass เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่ชาวสวิสมาก เพราะตั๋วใบเดียวสามารถใช้บริการขนส่งมวลชนของสวิสได้เกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถราง รถบัส หรือเรือ เป็นต้น
เมื่อแผนการทุกอย่างพร้อม ก็มาถึงขั้นตอนของการขอวีซ่า ผมหาข้อมูลจากเวบไซด์ของสถานทูต ซึ่งมีแบบฟอร์มให้กรอก และพิมพ์ออกมาได้ เมื่อรวบรวมเอกสารครบเราก็ไปดำเนินการ ได้รับการอนุมัติวีซ่า และได้รับหนังสือเดินทางคืนในวันรุ่งขึ้น
ผมเข้าไปที่เวบไซด์ของการรถไฟสวิส ซึ่งผมสามารถเช็คตารางเดินรถไฟ ตลอดจนรายละเอียดทุกอย่างได้ ระบบของเขาดีมากๆ รายละเอียดต่างๆ ที่ผมเช็คได้ เมื่อไปใช้บริการจริงๆ แล้วก็ปรากฏว่าถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีการคลาดเคลื่อนเปลี่ยนแปลงเลย
สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญก็คือเวลา และชานชะลา (Platform) ครับ ส่วนขบวนรถ หรือประเภท ไม่ต้องไปสนใจก็ได้
แต่ถึงแม้ว่าผมจะเช็คข้อมูลมาอย่างดี ตรวจแล้วตรวจอีก แก้แล้วแก้อีก พอถึงวันเดินทางจริงๆ ผมก็ยังอดหวั่นๆ ไม่ได้ เมื่อเราจะเดินทางไปยังประเทศที่เรายังไม่เคยไปมาก่อน แต่ผมก็ต้องทำเป็นไร้ความกังวลสนใจ เนื่องจากภรรยาผมเป็นคนกังวลมาก (กลัวทุกอย่าง ยกเว้นสามี ฮา…)
โดยเฉพาะตอนเดินทางไปสนามบิน ซึ่งคุณพ่อตาแม่ยายของผมท่านกรุณาไปส่ง ด้วยความเป็นห่วงท่านก็แสดงความกังวลออกมา ถึงแม้ว่าท่านจะเดินทางด้วยตนเองมามาก แต่ทุกครั้งก็มีการนัดหมายคนท้องถิ่นไปรับที่สนามบินเสมอ ส่วนเราสองคน… (หึ หึ หึ)
เอาล่ะครับ จะยังไงก็ตาม เราก็ถอยไม่ได้แล้ว เราสองคนพากันขึ้นไปบนเครื่องโบอิ้งของการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 970 จนได้
วันแรกของการเดินทาง (วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2547)
"สวัสดีครับ ผมกัปตัน... และลูกเรือ ในนามของการบินไทย และ…"
เสียงกัปตันดังแผ่วมากับเสียงเครื่องดังอื้ออึง เพราะเรานั่งใกล้ปีก เราโชคดีที่ได้ที่นั่งริมประตูฉุกเฉิน ก็เลยมีที่ทางให้เหยียดขาได้เต็มที่ หลังจากอาหารค่ำ เราสองคนก็พากันหลับครับ ตื่นมาเพื่อรับประทานอาหารเช้า แล้วเสียงแอร์โฮสเตสก็ดังขึ้น
"อีกสักครู่เราจะทำการลดระดับ เพื่อลงจอด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติซูริค ขอให้ผู้โดยสารทุกท่าน…"
สักครู่เราก็ลงจอดในเวลาประมาณ 7.10 น. ตามเวลาของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ้งช้ากว่าเวลาที่ประเทศไทยห้าชั่วโมง จากนั้นก็ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ใช้เวลาไม่นานนัก ลงมารับกระเป๋า Luggage ขนาดกลางเพียงใบเดียว แล้วกระเหรี่ยงสองตัวก็พร้อมสำหรับการเดินทางในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
สิ่งแรกที่ผมต้องทำก็คือหาที่ทำการของการรถไฟสวิส เพื่อทำการ Activate ตั๋ว SwissPass เราไปถามเจ้าหน้าที่ Information สุภาพสตรีสูงอายุก็แนะนำทางให้เรา ผมเข็นรถแบกกระเป๋าไปตามทางที่เธอว่า แล้วก็ได้พบกับสำนักงานของการรถไฟสวิส เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก การ Activate ใช้เวลาไม่นาน
ผมถามทางไป Platform 3 ซึ่งเป็นชานชะลาที่เราจะต้องไปนั่งรถไฟขบวนแรก ซึ่งก็ปรากฏว่าเป็นบันไดเลื่อนลงชั้นใต้ดินอยู่ตรงหน้าสำนักงานนั่นเอง
กระบวนการนับแต่ลงเครื่องมาจนถึงปัจจุบันใช้เวลาไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ทำให้เรามีเวลาพอที่จะจับรถไฟเที่ยว 8.40 น. ได้อย่างสบาย (ตามแผนการของผม ผมเช็ครถไฟไว้ 2 เที่ยว คือ เที่ยว 8.40 และ 9.40 แต่ตอนแรกคาดว่าเที่ยวแรกคงจะไม่ทัน)
สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟเที่ยวแรกในสวิสนี้ เราสองคนจะต้องเริ่มต้นจากสถานีที่สนามบินซูริค หรือ Z?richFlughafen ออกเดินทางเวลา 08:40 น. ที่ชานชะลา 3 รถไฟขบวน IC914 InterCity ไปยัง InterlakenOst หรืออินเทอร์ราเค่นฝั่งตะวันออก ซึ่งจะไปถึงในเวลา 11:21 ที่ชานชะลา 5
จากนั้นในเวลา 11:35 เราต้องไปที่ชานชะลา 2A เพื่อเปลี่ยนไปใช้รถไฟขบวน R155 Regio ไปยังเมือง Lauterbrunnen ถึงในเวลา 11:55 น. แล้วมีเวลาให้เดินออกมาที่ป้ายรถเมลล์ประมาณ 10 นาที เพื่อต่อรถโดยสารไปยังเมือง Stechelberg โดยมีจุดหมายที่ Schilthornbahn หรือ สถานีรถเคเบิ้ลขึ้นภูเขาชิลล์ธอร์น โดยจะมาถึงสถานีเวลา 12:17 น. เพื่อต่อรถเคเบิ้ลซึ่งจะออกในเวลา 12:25 น. ไปถึงเมือง M?rren ในเวลา 12:35 น. ใช้เวลาในการเดินทาง 3.55 ชั่วโมง
ข้อมูลรายละเอียดเหล่านี้ ผมเช็คได้จากเวบของการรถไฟสวิส และทุกๆ อย่างเป็นไปตามนี้อย่างถูกต้องในระดับวินาทีเลยทีเดียว มีอยู่อย่างเดียวที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งก็คือ "เราสองคน"
ย้อนกลับไปที่สนามบิน ผม กับภรรยาลงไปที่ชานชะลา 3 ได้เห็นป้ายแสดงรายละเอียดต่างๆ ถูกต้องตามที่เช็คมาแล้วก็ชื่นใจ ผสมผสานกับชะล่าใจ

เนื่องจากเวลามีเหลือเกือบครึ่งชั่วโมง เราสองคนก็เลยกลับขึ้นไปข้างบนเดินเล่นในร้านค้า ซื้อขนม สลัดผักกล่อง และสลัดมักกะโรนีกล่อง สำหรับไว้ทานบนรถไฟ
เราไม่ได้เดินเพลินจนตกรถไฟครับ เรามารอรถไฟ พอรถไฟมา เราก็ตื่นเต้นมาก ผมแบกกระเป๋าใบใหญ่ ภรรยาแบกเป้กระโดดขึ้นรถไฟ หาที่นั่งสบายๆ วางกระเป๋าใบใหญ่ไว้ใกล้ๆ
นั่งอย่างสบายใจ ผมบอกตัวเอง
"ทำไม กูเจ๋งอย่างนี้วะ"
ก่อนที่จะต้องซีดเผือด เมื่อภรรยาถามออกมาหน้าตื่น
"แล้วถุงสีขาวล่ะ"
ระบบประมวลผลของผมทำงานทันที ถุงสีขาวของ King's Power Duty Free Shop ข้างในมีหนังสือนิยายเรื่องล่าสุดของไมเคิล ไครซตัน มีตั๋ว SwissPass และที่สำคัญที่สุดรายละเอียด และแผนการเดินทางทั้งหมดที่ผมใช้เวลานับเดือนรวบรวม และจัดทำขึ้น
ระบบประมวลผลของผมเหมือนเจอไวรัสร้าย มันรวนไปหมด
ผมทำการรีสตาร์ทระบบ แล้วเริ่มโทษความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไปทุกอย่างยกเว้นตัวเอง (ที่จริงผมนั่นแหละที่สมควรโดนเตะ แต่ตอนนั้นระบบผมรวน) ผมทั้งเซ็ง ทั้งโกรธ และทั้งกลัว แต่ในภาวะแบบนี้ผมต้องเป็นผู้นำ
"เราต้องกลับไปเอา"
ผมบอกตัวเอง และภรรยาที่ซี๊ดสลด (ที่จริงเธอขาวจนไม่น่าเชื่อว่าจะซี๊ดได้อีก นี่คงเป็นอาการหน้าถอดสีแน่ๆ)
เรามาถึงสถานี Z?rich HB หรือ Z?rich Hauptbahnhof หรือ สถานีรถไฟหลักของซูริค ผม กับภรรยาลากกระเป๋าลงจากรถไฟด้วยอาการสลดต่างกับตอนขึ้นเป็นอย่างมาก ความตึงเครียดขึ้นไปถึงขีดสุด ผมเห็นเจ้าหน้าที่รถไฟจึงเดินเข้าไปหา
"Excuse me"
ผมว่าไป
"Yes"
ตาลุงนั่นตอบมา
"I left my SwissPass at the airport. You know. When the train arrived, we were so excited that we just jumped in"
เจ้าหน้าที่รับฟัง ทำหน้าเห็นใจสุดซึ้ง แล้วบอกว่า
"There is a train office right there. They can help you"
ผมรีบไปตามที่เขาบอก เจ้าหน้าที่ที่นั่นก็บอกให้ผมไปที่ Lost and Found Office
"Go Straight On, Turn Left, and Turn Right."
เอ้า! ไปก็ไปวะ ผมหา Lost and Found Office จนเจอ (มันหาไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากครับ ที่นี่ป้ายเป็นภาษาเยอรมัน ซึ่งผมอ่านไม่ออก แต่ก็โชคดีที่มันมีป้ายเป็นรูปกระเป๋าด้วย)
เจ้าหน้าที่รับฟังผมที่ทำหน้าเศร้าสุดๆ ฉายหนังเรื่องเดิมซ้ำเป็นครั้งที่สาม คอยถามรายละเอียดซ้ำมาตลอด
"What Color? What's inside? Where did you leave it?"
"เออ! ไอ้นี่เข้าท่าเว้ย" ผมคิดในใจ ถามเข้าจุดดี
นายคนนี้ก็โทรศัพท์กลับไปที่สถานีที่สนามบิน คุยอะไรกันอยู่สักครู่ ก็บอกให้เรานั่งคอยก่อน เพราะเจ้าหน้าที่ทางโน่นจะต้องเดินลงมาดู แล้วถึงจะบอกได้ ระหว่างนี้ยูสองคนก็ไปเคินเล่นกันก่อน หากาแฟดื่มสักแก้วแล้วค่อยกลับมา
ผม กับภรรยาไม่มีอารมณ์ไปเดินเล่นก็เลยนั่งรอกันอยู่ เวลาผ่านไปร่วม 20 - 30 นาที เจ้าหน้าที่ก็มาบอกว่าทางโน่นเจอแล้ว แต่เราต้องกลับไปเอาเอง (ตอนนั้นระบบผมคงรวนมากถึงคิดว่าคงจะมีคนเอามาให้ ฝันไปรึเปล่าเพื่อน!)
ผมเลยต้องซื้อตั๋วกลับไปที่สนามบินตั้งสิบกว่าฟรังก์ (เสียดายมาก ไม่น่าเลย เพราะไม่มีใครมาตรวจตั๋วเลย) ขากลับนี่ตลกมาก เราดันไปขึ้นรถขบวน "ห้ามพูด"
คือพอเข้าไปนี่รู้สึกได้เลยว่ามีอะไรผิดปกติ คือมันเงียบมาก เงียบจริงๆ เป็นแบบบรรยากาศ "มาคุ" เลยครับ
ขบวนปกตินี่ก็เงียบอยู่แล้ว คือไม่ค่อยมีคนคุยเสียงดัง ขบวนนี้ยิ่งเข้าไปใหญ่ มีแต่ผู้สูงอายุนั่ง และเงียบจนอึดอัด ขนาดที่ต้องเอามือถือออกมาเขียนข้อความคุยกันน่ะครับ
พอไปถึงสนามบินก็มีเรื่องยุ่งๆ เกิดขึ้นอีกจนได้ เมื่อผมไปถามเจ้าหน้าที่ว่า Lost and Found อยู่ไหน และเขาก็บอกมา ซึ่งผมก็ไป

พอไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ Lost and Found ก็บอกว่าอะไร ไม่รู้เรื่อง ไม่มีการเจออะไรทั้งนั้น
ผมก็อ้าว! ก็ไอ้ทางนั้นมันโทรมาแล้วนี่หว่า มันบอกว่าทางนี้ได้ของไว้แล้วด้วย
เถียงกันสักครู่เธอก็ถามว่ายูลืมที่ไหน ผมก็บอกว่าก็ที่ชานชะลา เธอก็เลยบอกว่าก็นี่มัน Lost and Found ของสนามบิน ถ้ายูลืมไว้ที่ชานชะลา ยูก็ต้องไปที่ Lost and Found ของสนานีรถไฟ (ซึ่งก็อยู่ในสำนักงานรถไฟสวิสที่ผมไป Activate ตั๋วนั่นเอง)
เวร! หน้าแตกเลยเรา ผมเลยต้องจรลีกลับไปนั่นอีกครั้ง
ปัญหาต่อมาที่ผมเจอก็คือมันไม่มีคำว่า Lost and Found และผมก็อ่านภาษาเยอรมันไม่ออก ภรรยาผมก็อ่านไม่ออก ผมก็เลยเอาวะสุ่มมาเคาน์เตอร์หนึ่ง แล้วเดินเข้าไปถามว่า Lost and Found อยู่ไหน
เจ้าหน้าที่สาวก็ตอบว่าก็ที่นี่แหละ แล้วชี้ไปที่ป้าย
ผมก็แบบว่าก็กรูอ่านภาษาเยอรมันไม่ออกนี่หว่า แต่ก็ไม่ติดใจ แจ้งเธอไปว่าผมกำลังหาอะไร เธอก็ถามว่ายูคือคนที่โทรมาจากสถานี Z?rich Hauptbahnhof ผมก็บอกว่าใช่ เธอก็เลยไปเอาถุงของเรามาให้
ผมดีใจมากที่ได้ของคืนครบถ้วนทั้งหนังสือของผม ตั๋ว SwissPass มูลค่า 16,560 บาท และที่สำคัญที่สุดรายละเอียดแผนการต่างๆ เพราะผมคงเคว้งคว้างไม่รู้จะเที่ยวยังไงเลยถ้าปราศจากมัน
แต่ระยะเวลารอคอยที่ยาวนาน และการเดินทางกลับมาที่สนามบินก็ทำให้เราต้องพลาดขบวนรถไฟทั้งสองขบวนที่วางแผนเอาไว้ ผมจึงต้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว ซึ่งเธอก็ดีใจหายช่วยทำแผนใหม่ออกมาให้
ครั้งแรกเธอทำผิด เพราะวางแผนจะให้เราขึ้นไปที่ Murren ทางรถราง (Murren BLM) แต่เราต้องการไปทางรถเคเบิ้ล (Murren LSMS)
คือทางขึ้นเมือง Murren มันมีทางขึ้นได้ 2 ทาง คือ ทางรถราง และรถเคเบิ้ล
ถ้าไปทางรถรางอาจจะสะดวกกว่าเพราะสถานีรถรางอยู่ติดกับสถานีรถไฟที่เมือง Lauterbrunnen เลย แต่ถ้าไปรถเคเบิ้ล จะต้องนั่งรถบัสต่อไปที่ เมือง Stechelberg
แต่เนื่องจากที่พักของเราบน Murren อยู่ติดกับสถานีรถเคเบิ้ล ก็เลยต้องไปทางรถเคเบิ้ล (ที่จริงขึ้นไปข้างบนแล้วก็ไม่ได้ไกลกันมากหรอกครับ เมืองทั้งเมืองมีระยะห่างกันแค่ประมาณกิโลเมตรกว่าๆ เท่านั้น แต่เนื่องจากมีกระเป๋าก็เลยไม่ค่อยอยากลากไป แล้วตอนวางแผนก็แบบว่าไม่รู้อะไรเป็นอะไร เอาชัวร์ไว้ก่อนดีกว่า)
ผมเลยต้องจับรถไฟออกจากสนามบินซูริครอบ 10.40 แทน จากนั้นการต่อรถต่างๆ ก็ค่อนข้างเหมือนกับแผนเดิมของผม เพียงแต่ร่นลงไปอีกหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น
รถไฟที่นี่คุณภาพดีมากครับ ค่อนข้างสะอาด แล้วก็นั่งสบายดี บางขบวนอย่างเช่นขบวนที่ผมใช้ตอนนี้จะมีสองชั้น ส่วนห้องน้ำก็สะอาดสะอ้านดี คุณภาพประมาณห้องน้ำในเครื่องบินครับ

ตามแผนใหม่เราจะไปถึง Murren ตอน 14.30 น.
อากาศตอนนั้นค่อนข้างเย็นสบาย ไม่หนาวมาก พออยู่บนรถไฟแล้ว เสื้อที่สวมมาหลายๆ ชั้นก็กลายเป็นร้อนเกินไป ผม กับภรรยาสบายใจขึ้น เราทานอาหารกลางวันที่ซื้อมาบนรถไฟ รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก สุดที่รักของผมคงเหนื่อยจึงหลับไป ผมกลัวตัวเองจะหลับเหมือนกันจึงตั้งนาฬิกาปลุกเผื่อเอาไว้ แต่ก็นั่งชมวิวเพลินๆ ไม่ได้หลับ
ระหว่างทางก็มีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตั๋ว ซึ่งผมแสดง SwissPass ให้ดู
เวลา 13.55 น. ตรงเป๊ะ รถไฟก็มาถึงเมืองเล็กๆ ชื่อ Lauterbrunnen เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาสองเทือก เรียกว่าหุบเขา Lauterbrunnen
ตามกำหนดการ เราจะมีเวลา 10 นาที ให้ "เดิน" 3 นาที ไปยังสถานีรถบัส ซึ่งผมคิดว่าคงไกลพอสมควร แต่ที่จริงโคตรใกล้เลยครับ เรียกได้ว่าติดกับสถานีรถไฟเลยทีเดียว คือที่ให้เดิน 3 นาทีนี่เขาเผื่อเวลามาแล้ว
ลักษณะมันก็คล้ายๆ กับป้ายรถเมล์บ้านเราน่ะครับ แต่จะมีตารางไว้ให้ดูด้วย ว่ารถบัสจะมาถึงกี่โมง และจะไปถึงที่ต่างๆ ตอนกี่โมง
ผมถามคนพื้นเมือง ซึ่งพูดภาษาอังกฤษพอได้ ก็ทราบว่าป้ายที่เรามายืนอยู่นี้น่าจะถูกแล้ว แต่เพื่อความมั่นใจพอรถบัสมาผมก็สอบถามคนขับอีกครั้ง พร้อมกับแสดง SwissPass ให้ดู
รถบัสวิ่งผ่านเมือง Lauterbrunnen ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาชื่อเดียว ทางที่ไปก็จะวิ่งอยู่ในหุบเขา ซึ่งอยู่ในเทือกเขาอัลไพน์อีกที จากรถบัส ถ้ามองไปทางขวาก็จะเห็นภูเขาเป็นหน้าผา มีน้ำตกขนาดสูง 3 จุด ภาพตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน เมือง Murren ที่เรากำลังจะไปตั้งอยู่บนหน้าผาทางขวามือนี่แหละครับ
แล้วก็มาถึงเมือง Stechelberg พอลงจากรถบัสเราก็ลากกระเป๋าเข้าไปที่สถานีรถเคเบิ้ล รอไม่นานเจ้าหน้าที่ก็มาเปิดประตู ผมต้องแสดง SwissPass ให้ดูเช่นเคย ตอนนั้นเองฝนเริ่มตกลงมาพรำๆ
เมือง Stechelberg นี้อยู่ในหุบเขา Lauterbrunnen เช่นเดียวกัน อยู่ในระดับความสูง 867 เมตร ผมนั่งรถเคเบิ้ลคันแรกไปเปลี่ยนรถที่เมือง Gimmelwald (1,367 เมตร) จนไปถึง Murren (1,650)
ระหว่างทางรถเคเบิ้ลจะผ่านน้ำตกที่หลั่งไหลลงมา ใกล้มากๆ เลยครับ ตื่นตาตื่นใจมากครับ เราอยู่บนรถเคเบิ้ลที่เคลื่อนขึ้นไปอย่างตั้งชัน แทบตั้งฉากกับพื้น เคลื่อนที่ผ่านภูเขาหินที่มองเห็นเนื้อของหินเป็นริ้วๆ และน้ำตกที่หลั่งไหลออกมาจากซอกหินสาดกระทบหินตามทางไปสู่พื้นที่ดัง ครืนๆ
ใครที่จะขึ้นไปที่ยอดเขาชิลล์ธอร์นก็จะต้องมาเปลี่ยนรถเคเบิ้ลที่ Murren นี่ ซึ่งเราเองก็จะขึ้นไปกันในวันที่สามของการเดินทาง แต่สำหรับวันนี้ การเดินทางของเราสิ้นสุดเพียงเท่านี้
ผมยังไม่มีโอกาสได้ชื่นชมความงานของเมือง Murren มาก เนื่องจากประการแรกฝนยังคงตกพรำๆ อยู่ อีกประการก็อยากจะเช็คอินเข้าห้องพักให้เรียบร้อยก่อน
โรงแรมที่พักของเราที่ Murren ก็คือ Hotel Alpenruh โรงแรมแบบสวิสชาเล่ย์ เป็น Family Hotel ที่ได้รับการจัดระดับไว้ที่ 3 ดาว (แต่หลังๆ ที่ไปอยู่ 4 ดาว ผมว่า นอกจากห้องกว้างกว่า (และแพงกว่า) แล้ว มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมาก)
โรงแรมนี้ผมค้นพบจากเวบไซด์การท่องเที่ยวของ Schilthorn ครับ เห็นแล้วก็ชอบมากๆ เอาภาพให้ภรรยาดู เธอก็ชอบมากๆ เหมือนกัน อยากมาพักมากๆ ก็เลยตัดสินใจจองผ่านทางเว็บ เขาคิดค่าห้องเป็นรายหัวครับ หัวละ 90 สวิสฟรังก์ ซึ่งราคานี้รวมอาหารเช้าด้วย
เราเข้าไปที่ล๊อบบี้ ซึ่งตกแต่งสไตล์สวิสคันทรีได้อย่างน่ารักทีเดียว เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะดูไม่ค่อยเป็นมิตรมากนัก แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร เธออธิบายเรื่องกุญแจสองดอกตรงหน้าเคาน์เตอร์ให้ผมฟัง แต่ผมไม่เข้าใจ
แต่เนื่องจากพวงกุญแจมันหนักมาก ผมเลยตีความเอาว่าเราสามารถเอากุญแจห้องไปไข เพื่อเปลี่ยนเป็นกุญแจเล็กพกสะดวกได้ แต่อย่างไรก็ตามผมไม่ได้คำตอบ เพราะไม่เคยได้ไปทดลองดู
ผมได้รับทราบจากเวบไซด์การท่องเที่ยวแห่งหนึ่งให้ขอห้องในชั้นสูงๆ เนื่องจากถ้าได้ห้องในชั้นล่างจะไม่ได้เห็นวิวภูเขา ได้เห็นแต่ต้นไม้บังเต็มไปหมด
โรงแรมนี้ตั้งอยู่บนแนวภูเขา จึงแบ่งเป็น 5 ชั้น โดยชั้นล๊อบบี้ และภัตตาคารถือเป็นชั้น 0 ห้องพักมี ชั้น 1 ชั้น 2 ชั้น -1 และชั้น -2
เราได้ห้องพักในชั้น 1 (หรือเทียบเท่ากับชั้น 4 ครับ)
เมื่อเราไปที่ห้อง แวบแรกผมรู้สึกว่าโอโหห้องเล็กจัง แต่ก็ตกแต่งได้น่ารักมากๆ ครับ และที่สุดยอดที่สุดคือวิวทางหน้าต่างครับ วิวดีมากๆ เรามองเห็นยอดเขาจุงเฟราอยู่ข้างหน้า ใกล้ราวกับจะเอื้อมมือไปสัมผัสได้
จากระเบียงจะมองเห็นเมือง Murren ที่สวยงามลดหลั่นกันตามแนวเขา มองยาวลงไปถึงเมือง Stechelberg ทางด้านล่างได้ เป็นภาพที่งดงามเหลือเกินครับ
ผมบอกตัวเองว่าถ้าสวรรค์มีจริง ก็คงจะไม่สวยไปกว่านี้ (แล้วความทระนงก็กลับคืนมาหาผมอีกครั้ง หลังจากเสียศูนย์ไปเมื่อตอนลืมถุง)
เราเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางจริงๆ ครับ เมื่อเข้าโรงแรม เช็คอินเรียบร้อย เราสองคนก็ฟิวส์ขาด หลับกันไปทั้งคู่
พักผ่อนกันถึงช่วงเย็นๆ (ไม่อยากลุกเลยพับผ่า) เราก็แต่งตัวกันออกไปเดินเล่น ถ่ายรูปในเมืองเพราะฝนหยุดแล้ว แล้วก็ไปทานข้าวที่ภัตตาคารของโรงแรม (ซึ่งผมมาเห็นป้ายประกาศของการท่องเที่ยว Schilthorn ว่าเป็นห้องอาหารที่เสิร์ฟอาหารที่ดีที่สุดของ Murren)
ห้องอาหารก็ตกแต่งได้น่ารักมากครับ แล้ววิวก็สวยมากๆ ด้วย (ที่จริงก็วิวเดียวกับห้องพักนั่นแหละครับ)
เราสั่งอาหารสองอย่างครับ มีมักกะโรนีอบชีส และก็ Rosti กับไส้กรอกเนื้อลูกวัว
Rosti นี่เป็นอาหารของสวิสแท้ๆ ครับ เป็นเหมือนมันฝรั่งซอยเป็นฝอยขนาดไม่เล็กมาก แล้วทอดจนเหลืองกรอบติดกันเป็นแผ่น ผมว่ามันก็อร่อยดีเหมือนกันนะ แต่เราก็กินกันไม่หมด ส่วนน้ำดื่มก็น้ำก๊อกครับ
ตอนเจ้าหน้าที่มารับออเดอร์ เขาก็ถามเหมือนกันว่าจะดื่มอะไร ผมก็บอกว่าขอแค่น้ำเปล่า เขาก็ถามกลับมาว่าน้ำแร่รึเปล่า ผมเลยย้ำไปเลยว่าน้ำก๊อก แล้วก็ถามกลับไปว่าน้ำก๊อกที่นี่ดื่มได้ใช่ไหม ทางพนักงานก็ตอบว่าน้ำก๊อกที่นี่ไหลมาจากบนภูเขา สามารถดื่มได้
หนังสือ Lonely Planet บอกว่าคุณภาพน้ำก๊อกที่นี่เทียบเท่ากับน้ำแร่ในขวดเลยครับผมก็ไม่รู้ว่าหรอกว่าจริงหรือเปล่า แต่ตลอดทริปนี้ผมดื่มแต่น้ำก๊อก และน้ำที่รองจากน้ำพุ แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรด้วยครับ
นอกจากกลุ่มของเราแล้วในห้องอาหารมีฝรั่งอีก 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นชายสอง หญิงสอง คนหนุ่มสาวเป็นสามีภรรยากันครับ ส่วนอีกสองคนก็คงเป็นพ่อแม่ของผู้ชายหรือผู้หญิงคนใดคนหนึ่ง ฟังจากสำเนียงมั่นใจว่าเป็นคนอเมริกันครับ
ส่วนอีกกลุ่มเป็นชายหญิงวัยกลางคนครับ
เสร็จจากอาหารเย็นฟ้ายังไม่มืดเลย เราเดินเล่นกันอีกสักพัก แล้วก็เข้าที่พัก ที่นี่จะเริ่มมืดประมาณ 3 ทุ่ม ตอนนั้นแสงจันทร์สะท้อนหิมะ เห็นภูเขาเป็นสีน้ำเงินสวยมากๆ เลยครับ ผมเลยต้องลุกไปหยิบกล้องมาบันทึกภาพเก็บเอาไว้
ปกติเวลานอน เราจะปิดม่าน แต่ที่ Murren วิวสวยมากๆ จนต้องเปิดม่านนอนเลยครับ
ปัญหาอย่างหนึ่งที่ผมเจอก็คือปลั๊กไฟของสวิสมันใช้ไม่ได้กับตัวชาร์ตโทรศัพท์ และกล้องถ่ายภาพที่ผมนำมา เอาล่ะสิ ถ้าแบตหมดเราจะทำอย่างไร ผมตั้งใจว่าตอนลงไปที่ Lauterbrunnen จะลองไปหาดู ถ้าไม่มีก็คงต้องรอไปถึง Interlaken หวังว่าแบตเราคงจะอยู่ได้ถึงตอนนั้น แล้วเราก็พากันหลับใหลกันไปอย่างเหน็ดเหนื่อย
วันที่สองของการเดินทาง (วันจันทร์ที่ 3 พฤกษาคม 2547)
เมื่อคืนนอนเร็ว?
เวลาเปลี่ยน?
ไม่รู้เหมือนกันแต่วันนี้ เรารู้สึกตัวกันตั้งแต่ประมาณตีห้ากว่าๆ อากาศเย็นทีเดียว เพราะฮีทเตอร์ที่นี่เป็นระบบโบราณแบบน้ำร้อนวิ่งผ่านท่อเหล็ก
ด้านนอกสว่างมากแล้ว ผมจึงลุกขึ้น สวมเสื้อแจ๊คเก็ตออกไปที่ระเบียงเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ของเมืองปลอดรถยนต์แห่งนี้เข้าไปจนเต็มปอด วิวสวยจริงๆ ครับ โดยเฉพาะในยามเช้าซึ่งหมอกหายไปหมด ทำให้เห็นภูเขาด้านหน้าชัดเจนดีเหลือเกิน
วันนี้เรามีโปรแกรมจะไปเที่ยวยอดเขาจุงเฟรากันครับ
เราอาบน้ำแต่งตัว จัดสัมภาระ แล้วก็เตรียมตัวไปทานข้าวเช้า
ตามกำหนดการที่ผมวางไว้เราจะตื่นกันตอนเจ็ดโมง จัดการธุระให้เรียบร้อยเพื่อไปทานอาหารเช้าตอนแปดโมง แล้วออกเดินทางกันตอนเก้าโมง
เอาเข้าจริงๆ ต้องมารอเวลาอาหารเช้า ซึ่งจะเริ่มเสิร์ฟในเวลา 7.30 น. เราก็เลยไปเดินเล่นสูดอาการกันในเมืองอีกรอบ
เมือง Murren นี้ได้ชื่อว่าเป็นเมือง Car Free คือไม่มีรถยนต์มาวิ่งในเมือง (ยกเว้นรถขนของ หรือรถบริการสังคม) สูดอาการเข้าไปล้างปอดที่สูดแต่คาร์บอนมอนออกไซด์จากกรุงเทพจนอิ่ม พอได้เวลาเราก็กลับไปที่รีสอร์ท
ห้องอาหารเช้าเป็นคนละห้องกับภัตตาคารที่เราไปทานเมื่อวานตอนเย็น โดยห้องนี้จะอยู่ติดกับล๊อบบี้ และมีทางเชื่อมกับห้องอาหารเย็น
เนื่องจากแขกมีไม่มาก (Hotel Alpenruh เป็นโรงแรมขนาดเล็ก มีห้องเพักเพียง 29 ห้อง) ก็เลยไม่ต้องมีการใช้ Voucher พอเราเข้าไปนั่งที่เสร็จ พนักงาน (คนที่ล๊อบบี้) ก็มาถามว่าเราต้องการกาแฟหรือไม่ เมื่อเราบอกกาแฟสองที่ เธอก็แยกตัวไปจัดการให้
ห้องอาหารเช้าก็ตกแต่งในบรรยากาศแบบ Swiss Country และมีวิวที่สวยงามเช่นเดียวกัน
อาหารเช้าประกอบด้วยขนมปังแบบกลม ขนมปังครัวซองซ์ พร้อมด้วยเนยสองแบบ แยมผลไม้ และช๊อคโกแลตสำหรับทาขนมปัง นอกจากนั้นก็มีแฮมเย็นหลากหลายชนิด ชีสหลากหลายชนิด และซีเรียลหลากหลายชนิด ตบท้ายด้วยนม และน้ำผลไม้หลายประเภท
พูดจริงๆ ว่าดีกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ เพราะที่ยุโรปส่วนมากจะจัดอาหารให้แค่ขนมปังกับกาแฟ อย่างดีก็มีแฮมเย็นๆ ให้อีกอย่างเดียวเท่านั้น
พอเติมพลังเสร็จก็ได้เวลาลุยครับ สำหรับการเดินทางวันนี้ เราจะต้องใช้บริการรถเคเบิ้ลอีกครั้งจากสถานี M?rren LSMS ในเวลา 8.25 น. (เร็วกว่ากำหนดการเดิมที่วางแผนไว้ 1 ชั่วโมง) แวะเปลี่ยนรถที่ Gimmelwald และไปถึง Stechelberg ในเวลา 8.35 น. เพื่อต่อรถบัสไปที่ Lauterbrunnen และต่อรถไฟในเวลา 9.10 ไปถึง Kleine Scheidegg เวลา 9.55 น. เปลี่ยนรถอีกครั้งแล้วไปต่อจนถึงสถานีรถไฟ Jungfraujoch ในเวลา 10.53 ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 2.28 ชั่วโมง
การเดินทางจากรถเคเบิ้ลมาจนถึง Lauterbrunnen เรียบร้อยดีอย่างสะดวก และง่ายดายครับ เพราะเป็นเส้นทางเดิมเมื่อขามา จาก Lauterbrunnen ต้องเปลี่ยนรถขบวนใหม่ และต้องซื้อตั๋วเพิ่มครับ
คือตั๋วสวิสพาสจะนำเราไปได้ถึงเมือง Wengen เท่านั้น จากนั้นจนไปถึงสถานี Jungfraujoch (จุงเฟรายอค) เราต้องเสียเงินซื้อตั๋วเพิ่มครับ ซึ่งที่แพงทีเดียว ทั้งๆ ที่เราใช้สวิสพาสลดได้ 25% ราคาต่อคนก็ยังสูงมากอยู่ที่ 105 สวิสฟรังก์ครับ
วันนั้นรถไฟแยกเป็น 2 ขบวน ขบวนแรกสำหรับนักท่องเที่ยวที่มากับคณะทัวร์ และอีกขบวนสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป
คนเยอะครับ ตั้งแต่มาที่สวิสนี่เป็นครั้งแรกที่รถไฟเต็มครับ ผมต้องไปนั่งตู้แบบที่เป็นที่นั่งเสริม คือเป็นที่นั่งแบบเหมือนไม้กระดาน (มีเบาะ) แล้วพับลงมา นั่งไม่สบายเลยครับ
เรานั่งกับคณะอเมริกันที่เจอกันที่ภัตตาคารที่โรงแรมเมื่อคืน ก็เลยทำให้สงสัยว่ามันลงมากันตอนไหน (วะ) เนื่องจากมีทางขึ้นลง Murren สองทาง อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว จึงคาดกันว่าคณะนี้น่าจะลงมาทางรถราง
รถไฟค่อนข้างเก่าครับ วิ่งผ่านเมือง Wengen จนไปถึงเมือง Kleine Scheidegg ใช้เวลา 45 นาที เพื่อเปลี่ยนรถอีกขบวน ขบวนนี้รถค่อนข้างใหม่ครับ มี LCD แจ้งเส้นทาง และข้อมูลเกี่ยวกับสถานี Jungfraujoch ด้วยครับ
ที่ Kleine Scheidegg นี่ได้ยินภาษาไทยให้ว่อนแลยครับ คนที่ไปลิงโลดถ่ายรูปกันนี่คนไทยทั้งนั้นเลยครับ
แต่ในรถไฟจากนี้ไปนี่คนจะแน่นมากๆ ทำให้อึดอัดมากเลยครับ ที่นั่งก็ไม่ใหญ่ด้วย อากาศก็เหมือนกับไม่พอ หรือว่าเป็นเพราะเราขึ้นมาในที่สูงก็ไม่ทราบ
วิวดีมากๆ ตอนแรกๆ ครับพอหลังจากนั้นจะเป็นอุโมงค์ซึ่งยาวประมาณสิบกิโลเมตร เราจะเจาะทะลุภูเขาสองลูก (Eiger และMonch) ไปโผล่ที่จุงเฟรา ระหว่างทางก็จะมีการหยุดสองครั้ง ที่สถานี Eigerwand และEismeer
แต่ละจะจุดที่หยุด เขาก็จะทำทางให้เดินไปดูวิวได้ โดยจะเจาะเป็นช่องทะลุภูเขาออกไป แล้วเอากระจกปิดไว้อีกที (ขึ้นไม่ปิดใครลงไป มีหวังยุ่ง) นอกจากมีจุดให้แวะชมวิว แล้ว สถานีทั้งสองแห่งยังมีห้องน้ำบริการด้วยครับ ใครแวะไปชมวิวก็ไม่ต้องรีบร้อน เพราะเขาหยุดให้ค่อนข้างนาน ก่อนรถจะออกก็จะมีสัญญาณเรียกอีก เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวตกรถครับ
แต่เนื่องจากรถไฟวันนั้นค่อนข้างเต็ม ผม กับภรรยาก็เลยต้องสลับกันลงคนละสถานี ไม่งั้น กลัว "ลุกเสียม้า" ครับ
อย่างสุดแสนทรมาน (คุณถกลเกียรติ วีรวรรณเขียนหนังสือเอาไว้ตอนที่แกมานี่ ก็บ่นว่าแทบแย่เหมือนกัน) ในที่สุดเราก็มาถึง
แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่วันนั้นมีพายุหิมะครับ จากหน้าต่างในสถานีเราจึงมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากหมอก และฝุ่นหิมะที่ขาวปกคลุมทุกอย่างไปหมด
ความรู้สึกตอนนั้น หิวครับ! เพราะฉะนั้นอย่างแรกที่ไปทำก็คือ หาข้าวเที่ยงกินครับ
ข้างบนนี่มีภัตตาคารหลายแห่ง มีภัตตาคารเฉพาะสำหรับคณะทัวร์ มีภัตตาคารอาหารอินเดีย (คนอินเดียในสวิสเยอะมากๆ ขอบอก) เพื่อประหยัดเราตัดสินใจที่ห้องอาหารแบบบริการตนเองครับ
เราสั่งข้าวราดแกงกระหรี่แบบอินเดียหนึ่งที่ (บอกแล้วที่นี่ชาวภารตะเยอะ) แล้วก็เกี๊ยวห่อเนื้อสับแบบอิตาเลี่ยน ตบท้ายด้วยสลัดผักถ้วยเล็กๆ โค๊กมาแบ่งกันกลั๊วคอหนึ่งแก้ว แค่นี้ก็ล่อไปประมาณ 40 ฟรังก์แล้วครับ
หลังจากกินเสร็จอิ่มหนำสำราญ ก็เริ่มสำรวจภายในสถานีรถไฟ เริ่มจากการเดินไปที่วังน้ำแข็ง Ice Palace ผมไม่แน่ใจว่าเจาะน้ำแข็งเข้าไป หรือทำขึ้นมาใหม่เลย แต่เข้าใจว่าเป็นอย่างแรก
ก็เป็นทางเดินไม่ใหญ่มาก ทุกอย่างเป็นน้ำแข็งหมด ทั้งพื้น เพดาน และผนัง มีรูปแกะสลักน้ำแข็งให้เห็นเป็นระยะๆ ตลอดทางเดินจะมีราวให้จับตลอด ไม่งั้นมีหวังได้ล้มกันตลบแน่

ถึงตรงนี้ต้องบอกว่าเหนื่อยครับ ความกดอากาศบนนี้คงไม่ปกติ ผมรู้สึกเหนื่อยมาก และปวดหัวด้วย ต้องเดินช้าๆ และสูดลมหายใจยาวๆ ตลอดเวลา (หนังสือ Lonely Planet ก็เตือนไว้ว่าจะทำกิจกรรมอะไรบนนี้ต้องเลือกเพราะความกดอากาศสูงมาก แบบนี้จะมีออกซิเจนเพียงหนึ่งในสามของระดับปกติ)
จากนั้นผมเดินไปต่อที่สถานีสำรวจฟิงซ์ (Sphinx Observatory) ซึ่งตั้งอยู่ส่วนบนของสถานี Jungfraujoch ขึ้นไปข้างบนจะมีบอร์ดให้ยืนคู่ถ่ายรูปมีข้อความว่า "Jungfraujoch Top Of Europe 3,571 m."
ผมกับภรรยาไปตั้งท่าถ่ายรูปกันสนุกสนานบ้าๆ บอๆ โดยลืมนึกไปอยู่ตรงนั้นเป็นบริเวณที่มีการถ่ายทอดสดทางทีวี 24 ชั่วโมง ฉะนั้นอะไรก็เราแอ๊คไปนี่ Live from Jungfrau ครับ
จากตรงนั้นก็เราก็เดินออกไปด้านนอกสถานี โห! ไม่ไหวครับ พายุหิมะ! ลมแรงมาก ถ่ายรูปกันหน่อยแล้วก็ต้องรีบเข้ามาข้างใน โดยเฉพาะบริเวณที่พื้นเป็นตะแกรงนี่ โอโห! ลมตีจากด้านล่างเข้าไปในกางเกงครับ หดหมดเลยครับ เป็นอันว่าอดดูธารน้ำแข็ง Aletsch อันเลื่องชื่อ
จุงเฟราก็มีเท่านี้แหละครับ ด้านนอกมีพายุหิมะออกไปไม่ได้ มองอะไรก็ไม่เห็น เรามากันในช่วงเวลาที่ไม่ดีเลย (อดนั่งรถเลื่อนหมาฮัสกี้เลย ที่จริงตั้งใจว่าจะมานั่งมากเลยนะครับ)
ลงมาที่บริเวณโถงเป็นร้านขายของที่ระลึก และก็มีสถานีไปรษณีย์ด้วยครับ ที่นี่เคลมว่าเป็นสถานีไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวนิยมมาส่งโพสการ์ดให้เพื่อนๆ หรือให้ตัวเองที่นี่ โดยจะมีตราไปรษณีย์ประทับไว้ว่าส่งมาจากจุงเฟรา ผมงกๆ ก็เลยไม่ได้ส่ง แต่กลับมาแล้วก็เสียดายเหมือนกันครับ
จากเดิมที่วางแผนจะออกจาก Jungfraujoch ตอนบ่ายสาม ก็เลยเปลี่ยนเป็นออกบ่ายสองแทน หลังจากลอดอุโมงค์ออกมาวิวสวยๆ ก็กลับมาให้ได้แชะแชะกันอีกครั้งอย่างมันมือ
กลับถึง Lauterbrunnen ผมไปที่ศูนย์ข่าวสารนักท่องเที่ยว เล่าปัญหาเรื่องปลั๊กไฟให้ฟัง เจ้าหน้าที่แนะนำให้ไปที่ร้านขายเครื่องไฟฟ้าที่มีอยู่แห่งเดียวในเมือง
"จะมีหรือวะ"
ผมคิดในใจ บอกตรงๆ ว่าผมไม่คิดว่ามันจะมี พอเดินไปถึงเล่าปัญหาให้คนขายฟัง เธอก็ถามกลับว่าประเทศอะไร จากนั้นหายไปสักครู่แล้วกลับมาพร้อมกับ Adapter ราคา 6 ฟรังก์
ประเทศนี้ดีเว้ย ผมบอกตัวเอง เวลามีปัญหาอะไรให้ไปที่ศูนย์ข่าวสารนักท่องเที่ยว "เราช่วยท่านได้"
จากจุดนั้นมีป้ายรถบัสอยู่ เราก็เลยไม่ได้เดินกลับไปที่สถานี จุดที่รอรถกันตรงนี้ปรากฏว่าวิวสวยมาก ก็เลยได้ภาพสวยๆ ของเมือง ที่มีหน้าผา และน้ำตกเป็นฉากหลังกลับมา
เมื่อรถบัสมา (ที่ป้ายจะมีเวลาบอกว่ารถมากี่โมง ซึ่งอย่างที่เคยเล่าไว้ ทุกอย่างที่นี่ตรงเวลามาก) เราสองคนก็ขึ้นรถกลับไปต่อรถเคเบิ้ล กลับไปยังที่พัก (ภรรยาผมอยากรีบกลับมาดื่มดำกับบรรยากาศของ Murren ให้สมกับที่อุตส่าห์ดั้งด้นมา)
เราเข้าที่พัก พักผ่อนกันสักครู่ แล้วก็ออกไปเดินเล่นชมเมือง Murren กันอีกครั้ง วันนี้อากาศดีมาก เราเลยถ่ายรูปกันได้มากมายหลายรูป
ระหว่างที่กำลังถ่ายภาพกันก็ได้พบกับคณะสาวไทยสามนางที่มาท่องเที่ยวกันเองสามคน ผมรู้สึกขำที่ได้เจอคนไทยที่นี่ เพราะแม้แต่ฝรั่งก็ดูเหมือนจะหายากเหลือเกินสำหรับเมืองชนบทแห่งนี้
เย็นวันนั้นเราไม่ได้ออกไปหาอะไรทานข้างนอก แต่ซื้อสตรอแบร์รี่ และแอปเปิ้ลมาทานเป็นอาหารเย็น
แม้จะไม่เท่าวันแรก แต่วันนี้เราก็เหนื่อยมากพอสมควร จึงหลับกันไปไม่ยากตั้งแต่หัวค่ำ
วันที่สามของการเดินทาง (วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม 2547)
เนื่องจากโรงแรมที่เราพักมีออปชั่นให้เลือก โดยเราสามารถขอรับ Voucher ไปทานอาหารเช้าที่ภัตตาคาร Piz Gloria บนยอด Schilthorn ได้ (อันนี้สำคัญครับ โรงแรมที่นี่มักจะไม่บอกลูกค้าว่ามีออปชั่น หรือขอบัตรส่วนละต่างๆ ได้) วันนี้เราจึงเลือกที่จะขึ้น Schilthorn กันแต่เช้า (สวิสพาสใช้ไม่ได้ครับ ต้องซื้อตั๋วขึ้นไป ราคาลด 25% แล้วเหลือคนละ 48 ฟรังก์)
แผนการที่วางไว้แต่เดิมก็คือเราจะตื่นกันตอนเจ็ดโมงเช้า ออกจากโรงแรมแปดโมง เพื่อจับรถเคเบิ้ลรอบ 8.10 น. แต่วันนี้ก็เป็นวันที่สองที่เราตื่นก่อนเวลา (อย่างน่าอัศจรรย์)
เวลาทุกอย่างก็เลยร่นขึ้นไปหนึ่งชั่วโมง คือ เราไปขึ้นรถเคเบิ้ลรอบ 7.10 น. แทน ใช้เวลา 27 นาทีเราก็ขึ้นไปถึงสถานี Schilthorn โดยต้องแวะเปลี่ยนรถที่สถาน Birg
สถานี Birg นี่ตั้งอยู่บนยอดเขาขนาดย่อมที่สูงชันแห่งหนึ่ง (นึกภาพเขาตะปู) ทำให้ผมต้องถามตัวเองเลยว่า "มันมาสร้างอยู่บนนี้ได้ไงวะ?"
เมื่อมาถึงสถานี Schilthorn เราก็ตรงไปที่ภัตตาคารบนชั้นบนสุดของสถานีที่ชื่อว่า Piz Gloria ภัตตาคารแห่งนี้เป็นภัตตาคารแบบหมุนได้ 360 องศาแห่งแรกในโลก
ลักษณะการหมุน ตัวกระจกจะอยู่กับที่ แล้วพื้นซึ่งแยกอิสระจากผนังจะหมุนไปเรื่อยๆ โดยใช้แสงอาทิตย์เป็นพลังงาน ตลอดระยะเวลาที่หมุนไปที่กระจกก็จะมีแผนภาพแสดงให้ดูว่าภูเขา ที่เราหมุนไปเผชิญหน้าอยู่นี้ชื่ออะไรบ้าง (ผมพบว่าแม้จะมีแผนภาพบอก แต่มันก็ยังคงยากที่จะบอกได้ว่าลูกไหนเป็นลูกไหน)
ตอนที่มาถึงยังเช้ามาก ในภัตตาคารไม่มีคนอื่นๆ เลย ผมเข้าไปก็เห็นพนักงานนั่งคุยกันอยู่ สักครู่มีผู้หญิงเดินมาบอกให้เรานั่งได้เลย ผมจำได้ว่าเธอขึ้นรถไฟมาพร้อมกับเรา และผู้ชายอีกสองคน ซึ่งผมพบว่าทำงานที่นี่เช่นเดียวกัน
ผมแสดง Voucher ที่ได้รับจากโรงแรมให้เธอดู เธอถามว่าต้องกาแฟ หรืออย่างอื่น ซึ่งเราขอกาแฟ 2 ที่ อาหารที่เราได้รับประกอบด้วยตะกร้าขนมปัง พร้อมด้วยเนย และช๊อคโกแลตสำหรับทาขนมปัง ซาลามี่ 2-3 แผ่น เนยแข็ง 2-3 แท่ง และน้ำส้ม ก่อนที่พนักงานสาวคนเดิมจะเดินมาถามว่าเราต้องการไข่หรือไม่ เราจึงขอออมเลตกับแฮมไป
ระหว่างที่ทานก็มีแขกขึ้นมาอีก 2-3 ราย เมื่อทานเสร็จนั่งชมวิวจนพอใจเราก็ลงไปข้างล่าง ออกไปด้านนอกเพื่อถ่ายภาพ
วันนี้เราโชคดี ท้องฟ้าโปร่ง ก็เลยถ่ายภาพได้อย่างสนุก แม้อากาศจะหนาว แต่ถ้าไม่มีลมแรงๆ ชุดที่เตรียมไปก็ใส่ได้สบายมาก ว่ากันว่าวันที่อากาศดีๆ อย่างนี้สามารถมองเห็นไปได้ไกลถึงอิตาลี เยอรมัน และฝรั่งเศส แต่ถึงยังไงผมก็ไม่รู้หรอกว่าตรงไหนเป็นประเทศอะไร
หลังจากถ่ายภาพจนพอใจ และชื่นชมกับวิวภูเขาหิมะจนอิ่ม เราสองคนก็เข้ามาด้านใน แวะร้านขายของที่ระลึกจนพอใจก็เดินทางกลับลงมาที่ Murren อีกครั้งเพื่อทำการเช็คเอาต์ออกจากโรงแรม และเดินทางลงมาที่เมือง Interlaken ที่พักแห่งที่สองของเรา
ระหว่างนี้เองที่กล้องเตือนว่าเมมโมรี่ผมเต็ม นั่งหมายความว่าเมมโมรี่ทั้งหมด 384 Megabytes ที่เตรียมมาได้หมดลง ผมมีทางเลือก 2 ทาง คือ ซื้อการ์ดใหม่ หรือหาที่เขียนลงซีดี
การเดินทางมาที่เมือง Interlaken ก็ไม่ยากครับ เพราะเป็นเส้นทางที่เราเคยผ่านมาแล้ว โดยจาก M?rren เราจับรถเคเบิ้ลลงมาที่ Stechelberg ขาลงวันนี้อากาศดีกว่าทุกๆ วัน ช่วงหลังจากเปลี่ยนรถที่ Gimmelwald แล้ว เคเบิ้ลจะชันมาก จังหวะสุดท้ายนี่แทบจะตั้งฉากกับพื้น ดูแล้วเสียวดี อย่างกะนั่งพวกรถไฟเหาะ หรือล่องแก่ง
เรามาต่อรถบัสไปที่สถานี Lauterbrunnen แล้วก็ต่อรถไฟไปที่สถานี Interlaken Ost ทั้งหมดนี้ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงพอดิบพอดี
จากสถานี Interlaken Ost เราลากกระเป๋าออกมาที่ป้ายรถบัส ศึกษาตารางเดินรถ แล้วก็จับรถบัส (ใช้สวิสพาสได้) มายังโรงแรมเมโทรโพล รถบัสจอดหน้าโรงแรมพอดี จากนั้นก็เข้าไปเช็คอินโดยใช้ Voucher ที่ออกจากเอเจนซี่ที่เมืองไทยไปแสดง
หนังสือ Lonely Planet พูดถึงโรงแรมแห่งนี้ว่าเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในอินเทอร์ลาเค่น เป็นแท่งคอนกรีตที่แสนจะน่าเกลียด แต่การอยู่ที่นี่มีแต่ชนะกับชนะ คือนอกจากจะได้เห็นวิวสวยๆ ของเมือง และภูเขาแล้ว ยังปลอดภัยจากการต้องมองเห็นตัวโรงแรมมันเอง (ฮา)
น่าหงุดหงิดที่พนักงานบอกว่าห้องยังทำความสะอาดไม่เสร็จทำให้เราต้องรอ รอประมาณชั่วโมงถึงจะได้เข้าห้อง ห้องที่นี่ใหญ่มากๆ แต่เตียงก็เป็นแบบหนึ่งเตียงสองฟูกอยู่ดี
น่าแปลกที่เราได้ห้องหมายเลข 36 หมายเลขเดียวกับห้องที่ Murren (ว่าจะกลับมาซื้อหวย)
เจ้าหน้าที่ต้อนรับยังให้บัตรมาอีกสองใบ สำหรับขอรับกุญแจ คือพวงกุญแจที่นี่มันจะใหญ่ และหนักมาก ฉะนั้นเวลาจะออกไปเดินเล่นข้างนอก ทางโรงแรมจะจัด Deposit Box ไว้ให้ ก่อนออกจากโรงแรม เราก็เอากุญแจไปหย่อนใส่กล่องที่ว่า พอเวลากลับมาก็ไปแสดงบัตรให้เจ้าหน้าที่ดู เขาก็จะเอากุญแจให้เรา
ห้องของเราอยู่บนชั้นสาม เป็นอีกครั้งที่ได้วิวดี มองเห็นสนามหญ้าขนาดใหญ่ ถนน Hoheweg ถนนหลักของเมือง และเห็นภูเขาสุดลูกหูลูกตา
เมื่อพักผ่อนสักครู่เราก็ลงมาข้างล่างไปที่ศูนย์นักท่องเที่ยวที่อยู่ในอาคารเดียวกับโรงแรม เพื่อสอบถามข้อมูลไปล่องเรือที่ทะเลสาบทูน (Thunesee) และหาร้านเขียนซีดี
เจ้าหน้าที่แนะนำให้ผมไปที่ร้านล้างอัดภาพแห่งหนึ่ง (แห่งเดียวในเมือง) พนักงานคิดราคาผม 15 ฟรังก์ แพงโคตร แต่ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่น ระหว่างรอแผ่น เราไปเดินเล่นดูร้านขายของที่ระลึกที่มีมากมายจริงๆ บนถนน Hoheweg แห่งนี้ จนได้เวลาก็กลับไปที่ร้านล้างอัดภาพเพื่อรับซีดี ปัญหาของผมได้รับการแก้ไขไปอีกอย่าง
สุดท้ายวันนั้นก็เลยไม่ได้ไปล่องเรือ เราจึงตัดสินใจเดินเล่นกันในเมืองแทน
เมือง Interlaken มีความสำคัญขึ้นมาเนื่องจากเป็นเมืองท่าของการท่องเที่ยว ตัวเมืองจริงๆ อาจจะไม่มีอะไรมากนัก แต่ก็เป็นเมืองน่ารักๆ แบบยุควิคตอเรีย มีการประดับประดาถนนด้วยธงต่างๆ และปลูกดอกไม้สวยงาม โดยเฉพาะดอกทิวลิป ดอกไม้โปรดของภรรยาผม
เมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบสองแห่ง คือทะเลสาบทูน (Thunesee) และทะเลสาบ Brienz (Brienzersee) การได้ไปล่องเรือที่ทะเลสาบแห่งใดแห่งหนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ "น่าทำ" สำหรับผู้ที่มาเยือนเมืองนี้
ทะเลสาบทูนว่ากันว่าวิวสวยมาก มีปราสาท และบ้านเรือนเรียงรายอยู่รอบๆ ส่วนทะเลสาบ Brienz ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่น้ำใสสะอาดที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์
ถนน Hoheweg เป็นถนนสายหลักของเมือง เชื่อมสถานีรถไฟทางตะวันตก และตะวันออก เข้าด้วยกัน ตลอดสองข้างทางเรียงรายด้วยโรงแรม ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก ถนนเส้นนี้ได้รับการตกแต่งด้วยธงต่างๆ และดอกไม้อย่างสวยงาม
ตอนที่นั่งรถบัสจากสถานีฝั่งตะวันออกมาที่โรงแรม เราผ่านร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง ซึ่งผม กับภรรยาคาดว่าน่าจะเป็นอาหารจีนสไตล์ "Wok" หรืออาหารจีนสไตล์อเมริกัน ซึ่งถึงแม้ว่าสมัยตอนเรียนที่นั่นเราจะรู้สึกว่ามันห่วยขนาดไหน เมื่อเวลาผ่านไปเราก็อดคิดถึงมันไม่ได้ จึงตัดสินใจเดินกลับไปที่ร้านนั้น
น่าเสียดายที่ไปถึงแล้วร้านปิด เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาเปิดรอบเย็น เราก็เลยตัดสินใจไปที่ที่ร้าน Coop ร้านสหกรณ์แนวเซเว่นอีเลฟเว่นที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งของสวิตเซอร์แลนด์ เป็นร้านที่ผมฝากท้องเอาไว้หลายต่อหลายครั้ง ราคาสินค้าที่ร้านนี้ส่วนมากจะถูกกว่าร้านอื่นๆ
สำหรับ Coop สาขานี้ใหญ่พอสมควร และมีร้านอาหารอยู่ข้างในด้วย
ผมสั่งปลากระพงแดง (น่าขำที่เขียนบอกไว้ว่ามาจากประเทศไทย) ส่วนภรรยาสั่งโรสติ กับไส้กรอกเนื้อลูกวัว
อาหารมื้อนี้ไม่น่าจดจำ เพราะมันทำให้ผมเอียนสุดๆ และทำให้ผมโหยหาอาหารเอเชียมากขึ้น (ปกติผมสันดานไม่ค่อยดี ชอบดูถูกคนที่ไปเมืองนอกแล้วกินอาหารฝรั่งไม่ได้ ต้องหาพริกน้ำปลามาปรุง หาน้ำพริกต่างๆ มากินกับข้าว เที่ยวนี้เลยจ๋อยสนิทพูดไม่ออกไปเลย)
หลังอาหารเย็นเราเดินกลับไปที่พัก คืนนั้นหิมะตกลงมา แต่เนื่องจากอุณหภูมิที่อินเทอร์ลาเค่นไม่ถึงศูนย์ หิมะพอตกลงมาแล้วก็ละลายเปียกพื้นไปหมด
>>>>>>>>>>>> อ่านต่อหน้า 2

Bookmark and Share
SPONSOR
เรือสำราญ
 
  • ยุโรป
  • อเมริกา
  • เอเชีย
  • แอฟริกา
  • อเมริกาใต้
  • ออสเตรเลีย
  • ตะวันออกกลาง
  •  
    สาระน่ารู้ก่อนเดินทาง
    e-passport
    การขอหนังสือเดินทาง
    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
    คำนวณอัตราแลกเปลียน
    ข้อฎิบัติ กรมศุลกากร
    เชงเก้น วีซ่า
    สายการบินโอเรียนต์ไทย
    สายการบิน นกแอร์
    ต่างประเทศ ขาเข้า
    ต่างประเทศ ขาออก
    ตารางบินขาเข้า
    ตารางบิน ขาออก
    เชคเที่ยวบินทั่วโลก
    Check Your Trip
    บ้านพักเยาวชน
    YHA อังกฤษ
    YHA อเมริกา
    YHA ออสเตรเลีย
    YHA สวิส
    YHA ญี่ปุ่น
    YHA ฝรั่งเศส
    โฮสเทล ทั่วโลก
    โฮสเทล ยุโรป
    ติดต่อทำบัตรเยาวชน
    โทร 026287413-5
    เว็บไซต์สายการบิน
    เว็บไซต์สถานทูตในไทย
    เว็บไซต์รถเช่า
    ทีวีช่อง 3
    ทีวีช่อง 5
    ทีวีช่อง 7
    ทีวีช่อง 9
    Thai PBS
    ฟังวิทยุ FM88
    ฟังวิทยุ FM89
    ฟังวิทยุ Sweet FM
    ฟังวิทยุ HotWave
    ฟังวิทยุ Cool 93
    ฟังวิทยุ FM95
    ฟังวิทยุ 95.5
    ฟังวิทยุ จส100
    Major Cineplex
    SF Cinema
    Esplanade Cineplex
    Livescore
    Siam Sport


    ร้านอาหารไทยในบอสตัน

    VZ English version


    บริษัท วาเคชั่นโซน จำกัด ทะเบียนการค้าเลขที่ (3)362/2544 ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ 71004030001090
    ติดต่อทีมงานโทร.0897990051 Copyright 2001 Vacation Zone Co., Ltd. All Rights Reserved
    เพื่อนบ้านวันหยุด ชมเว็บไซต์เพื่อนบ้าน ติดต่อแลกลิงค์ คลิกที่นี่ครับ